คู่มือชีวิต ตอน 25 2014-03-21 จาก อนัตตา สู่ สุญญตา และ ตถตา

29 %
71 %
Information about คู่มือชีวิต ตอน 25 2014-03-21 จาก อนัตตา สู่ สุญญตา และ ตถตา
Spiritual

Published on March 21, 2014

Author: Taweedham_Dhamtawee

Source: slideshare.net

Description

"จาก อนัตตา สู่ สุญญตา และ ตถตา"
คู่มือชีวิต ตอน 25 โดย นพพร เทพสิทธา
เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1138 วันที่ 21 มีนาคม 2557

คู่มือชีวิต ตอน 25 จาก อนัตตา สู่ สุญญตา และ ตถตา โดย นพพร เทพสิทธา เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1138 วันที่ 21 มีนาคม 2557 พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนพุทธบริษัท ให้พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองด้วยการเรียนรู้ “ไตรลักษณ์” คือ ความเป็นธรรมดา 3 ประการ ได้แก่ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ซึ่งเป็น ธรรมชาติของสรรพสิ่งและชีวิต เป็นความเป็นธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา โดยมี “อนัตตา ความ ไม่ใช่ตัวตน” เป็นกุญแจสาคัญดอกเดียว ที่จะทาให้เกิดปัญญาเข้าใจตามความเป็นจริง และ เปิดประตูก้าวเข้าไปสู่ชีวิตที่ประเสริฐสุด แต่เรียบง่ายธรรมดา เป็นอิสระ มีความสุขอย่างแท้จริง พระสูตรที่ชี้ตรงและกล่าวถึงลักษณะของ “อนัตตา” อย่างชัดเจน เท่าที่อธิบายได้ด้วย คาพูด คือ “อนัตตลักขณสูตร” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดปัญจวัคคีย์จนบรรลุเป็นพระ อรหันต์ ถือเป็นพระสูตรที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง แต่ชาวพุทธส่วนมากไม่ค่อยรู้จักหรือให้ความสาคัญ “อนัตตลักขณสูตร” มีใจความสาคัญสรุปได้ดังนี้ “ขันธ์ 5 คือ รูป (ร่างกาย) - เวทนา (ความรู้สึกสุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์) - สัญญา (การ จาได้) - สังขาร (การปรุงแต่งของจิต) - วิญญาณ (การรับรู้) ไม่ใช่ตัวตน เพราะ ถ้าใช่ตัวตน ต้องไม่เป็นไปในทางเจ็บป่วยอาพาธ ต้องบังคับควบคุมให้เป็นและไม่เป็นตามที่ต้องการได้ รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่ เที่ยงและเป็นทุกข์ ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา จึงไม่ควรเห็นสิ่งนั้นว่า เป็นของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา

รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ที่เป็น อดีต ปัจจุบัน หรือ อนาคต, ภายในหรือ ภายนอก, หยาบหรือละเอียด, เลวหรือประณีต, ไกลหรือใกล้ ทั้งหลายทั้งปวง ก็สักแต่ว่าเป็น รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ให้ใช้ปัญญาอันชอบ เห็นตามเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของ เรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ผู้ใดพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายใน รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร- วิญญาณ คือ เห็นโทษของความไม่รู้ตามเป็นจริง ไม่หลงไม่เป็นทาสอีกต่อไป, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกาหนัด คือ ความเพลิดเพลินยินดี ความพอใจติดใจ, เพราะสิ้นกาหนัด จิตก็หลุดพ้น เป็นอิสระจากความยึดมั่นว่าเป็นของเรา เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา, เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็ ทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในทะเลทุกข์อีกต่อไป, การประพฤติ พรหมจรรย์จบแล้ว, กิจที่ควรทา ได้ทาสาเร็จแล้ว, กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกต่อไป” พระพุทธศาสนา มหายาน ใช้คาว่า “สุญญตา” หรือ “ศูนยตา” ความเป็นศูนย์ ความ ไม่มีตัวตน ความว่างเปล่าจากตัวตน เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดความเห็นผิดในเรื่อง “อนัตตา” ว่า ทุกสิ่งไม่มีตัวตน ทุกสิ่งขาดสูญ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิที่เรียกว่า ”อุจเฉททิฏฐิ” และในขณะเดียวกัน ก็ใช้เป็นคาอธิบายภาวะของทางสายกลาง ที่ไม่ยึดติดทั้ง “อัตตา” ตัวตน และ “อนัตตา” ความไม่ใช่ตัวตน ความว่าง-ความไม่ว่าง ความมี-ความไม่มี ความสุข-ความทุกข์ ความเที่ยง- ความไม่เที่ยง ซึ่งเป็นของคู่กันที่สุดโต่งตรงข้าม (ทวิลักษณ์) เป็นภาวะที่มองสรรพสิ่งตามความ เป็นจริง ไม่มีคาพูดที่อธิบายได้ ต้องรู้เอง ดังคากล่าวที่ว่า “ไม่พูด นั่นแหละ รู้” ท่านนาคารชุน มหาปราชญ์ชาวพุทธแห่งชมพูทวีป มีชีวิตอยู่ในราว พ.ศ. 700 - 800 ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก ได้อธิบายคาสอนของพระพุทธเจ้า ไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งเฉียบคมโดยใช้หลักตรรกวิทยา ในคัมภีร์ชื่อว่า มาธยมิกศาสตร์ (มาธ ยมิก หมายถึง ทางสายกลาง) ซึ่งเป็นปรัชญาสายกลางระหว่างสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีอยู่ อย่างเที่ยงแท้) และอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) เป็นไปตามพุทธปรัชญาที่อธิบายว่า “สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันเกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดมีสภาวะที่ดารงอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง” ซึ่ง

ก็คือ ภาวะ “สุญญตา” ท่านนาคารชุน เป็นผู้วางรากฐานปรัชญามหายาน และ ให้กาเนิด แนวคิดแห่ง ปรัชญาปารมิตา (หมายถึง ปัญญาที่จะพาไปให้ถึงฝั่ง) ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร เป็นพระสูตรในหมวดปรัชญาที่สั้นที่สุด แต่อธิบายเรื่อง “สุญญตา” ไว้อย่างกระชับ แต่ให้ความหมายครบถ้วนชัดเจน ต้นฉบับเป็นภาษาสันสกฤต ได้รับการถ่ายทอดออกเป็นภาษาจีน มีทั้งหมด 260 ตัวอักษรจีน ในราว พ.ศ.1206 โดยพระ เสวียนจั้ง (ถังซาจั๋ง) พระสูตรนี้มักเรียกสั้นๆว่า “สูตรหัวใจ” (ซิมเกง หรือ ซินจิง) กล่าวอีกนัย หนึ่งก็คือ เป็น หัวใจของปรัชญาปารมิตา เป็นแก่นของธรรม ปัจจุบันเป็นพระสูตรที่นิยม สาธยายมากที่สุดบทหนึ่งของชาวพุทธมหายาน บางที่ใช้สวดเพื่อปัดเป่าภัยอันตรายต่างๆ นอกจากนี้ก็มีการทาเป็นเพลงสวดมนต์ ทั้งสันสกฤต ธิเบต จีนกลาง และจีนแต้จิ๋ว ฟังแล้วทา ให้สงบเย็น มีสติ ระลึกถึงข้อธรรม บ่มเพาะปัญญาเพื่อความหลุดพ้น เป็น “วิมุตติคีตา” ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร สรุปความจากคาแปลของอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ดังนี้ “พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เมื่อได้ปฏิบัติซึ้งแล้วซึ่งปรัชญาปารมิตา เห็นขันธ์ห้ามีความเป็น ศูนย์ (เป็นสุญญตา, จีนใช้คาว่า ความว่าง) จึงข้ามพ้นสรรพทุกข์ทั้งปวง ได้กล่าวกับพระสารี บุตรว่า รูปไม่เป็นอื่นไปจากความเป็นศูนย์ ความเป็นศูนย์ไม่เป็นอื่นไปจากรูป, รูปคือความเป็น ศูนย์ ความเป็นศูนย์คือรูป, เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เช่นเดียวกัน, ธรรมทั้งปวงมี ความเป็นศูนย์เป็นลักษณะ, ไม่เกิดไม่ดับ ไม่มัวหมองไม่ผ่องแผ้ว ไม่เพิ่มไม่ลด, ในความเป็น ศูนย์จึงไม่มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์, ไม่มีจักษุธาตุ กระทั่งไม่มีมโนธาตุ, ไม่มีอวิชชา ไม่มีความสิ้นไป แห่งอวิชชา, กระทั่งไม่มีความแก่ ความตาย และก็ไม่มีความสิ้นไปแห่งความแก่ความตาย, ไม่มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค, ไม่มีญาณ และก็ไม่มีการได้อะไร เพราะไม่มีอะไรจะได้, พระโพธิสัตว์ ทั้งปวง ด้วยเหตุที่ดาเนินตามปรัชญาปารมิตา จิตย่อมไม่ขัดข้อง, เพราะจิตไม่ขัดข้อง จึงไม่มี ความสะดุ้งกลัว ละจากความวิปลาสและความเพ้อฝัน มีพระนิพพานเป็นที่สุด, พระพุทธเจ้า ทั้งสามกาล เนื่องด้วยบาเพ็ญปัญญาบารมี จึงได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ขอให้ระลึก

ว่า ปรัชญาปารมิตา เป็นมหาศักดามนต์ (มีอานุภาพมหาศาล), เป็นมหาวิทยามนต์ (ให้ความรู้ อันยิ่งใหญ่), เป็นอนุตตรมนต์ (เหนือกว่ามนต์ใด), เป็นอสมมนต์ (ไม่มีมนต์ใดเทียบ) สามารถ ดับสรรพทุกข์ได้ นี่เป็นสัจจะที่ไม่ผิดพลาด ฉะนั้น จึงประกาศปรัชญาปารมิตามนตร์ ดังนี้” อีกประมาณ 1,600 ปีต่อมาจากยุคของท่านนาคารชุน ท่านพุทธทาสภิกขุ มหา ปราชญ์ชาวพุทธที่ชาวไทยรู้จักดี ได้อธิบายหลักธรรมสาคัญนี้ในมุมมองของเถรวาท ด้วยความ ละเอียดลึกซึ้งเฉียบคมไม่แพ้ท่านนาคารชุน โดยยกเรื่อง “ตถตา” ความเป็นเช่นนั้นเอง มา อธิบายขยายความ ทาให้พวกเราเข้าใจหลักธรรมอันลุ่มลึกไพศาลของพระพุทธเจ้ามากยิ่งขึ้น ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวเกี่ยวกับ “ตถตา” ไว้มากมาย ขอสรุปบางตอนมากล่าว ดังนี้ “พุทธศาสนานั้น ถ้าจะให้เรียนกันในพริบตาเดียว ให้เรียนอย่างนี้ คือ ให้เรียนรู้ “ความ เป็นเช่นนั้นเอง”, รู้ “เช่นนั้นเอง”, ถึง เช่นนั้นเอง ก็คือ รู้พุทธศาสนาหมดสิ้น การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็น “เช่นนั้นเอง”, จงมี “เช่นนั้นเอง” ไว้เป็นเครื่อง ดับทุกข์เถอะ. อะไรเกิดขึ้น ก็เห็นเป็น “เช่นนั้นเอง” ไว้ก่อน, แล้วก็จะไม่รัก ไม่เกลียด ไม่โกรธ ไม่กลัว ไม่วิตกกังวล เพราะมัน “เช่นนั้นเอง”, ถ้าเกิดทุกข์ขึ้นมา เราก็เห็น “เช่นนั้นเอง” ของ ความทุกข์, แล้วก็หา “เช่นนั้นเอง” ของความดับทุกข์ที่เป็นคู่ปรปักษ์กัน เข้ามาฟัดกัน, “เช่น นั้นเอง” กับ “เช่นนั้นเอง” ก็ฆ่ากันเอง, ในที่สุดความทุกข์ก็ดับไป เพราะเรามี “เช่นนั้นเอง” ไม่มีอะไรที่จะไม่เป็น “เช่นนั้นเอง”, ทางวัตถุก็ ”เช่นนั้นเอง”, ทางจิตทางนามธรรมก็ “เช่นนั้นเอง”, กิริยาอาการของมันก็ “เช่นนั้นเอง”, การปรุงแต่งของมันก็ “เช่นนั้นเอง”, อะไร เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นชัดว่า “เช่นนั้นเอง”, ก็ไม่หลงรัก-ไม่หลงเกลียด ไม่หลง ยินดี-ไม่หลงยินร้าย, กิเลสเกิดไม่ได้เพราะอานาจของ “เช่นนั้นเอง” กล้าบอกกล้ายืนยัน เอาให้เข้มข้นกันที่สุดกว่าที่เคยพูดมาก่อนๆก็จะมาพูดใหม่เดี๋ยวนี้ ว่า หัวใจของพุทธศาสนา คือ คาว่า “เช่นนั้นเอง” ๓ พยางค์, หัวใจของ “ปฏิจจสมุปบาท” สรุปอยู่ที่คาว่า “เช่นนั้นเอง”, พระนิพพานมี “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ตามแบบของพระ

นิพพาน, เป็น “เช่นนั้นเอง” ที่ยิ่งใหญ่กว่า “เช่นนั้นเอง” ใดๆ, ถึง “ตถตา” ก็ถึงพระนิพพาน ถึง “ตถาคต” ถึงพระพุทธเจ้า, นิพพานนั้นต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้และนิพพานมีอยู่เองก่อนแล้ว คือเมื่อ ว่างจากกิเลสก็เป็นนิพพานอยู่แล้ว, เราต้องทาให้ยิ่งๆขึ้นที่นี่และเดี๋ยวนี้ จงขยายนิพพาน ชั่วคราว, นิพพานเล็กๆน้อยๆ แห่งจิตประภัสสรให้เต็มที่ขึ้นมา ให้ได้ก่อนที่จะเข้าโลง” ท่านพุทธทาสภิกขุย้าว่า “เรียน “ตถตา”, ถึง “ตถตา”, รู้ “ตถตา” ก็จบพุทธศาสนา นี่ คือ วิธีเข้าไปหาพระพุทธศาสนา เข้าไปหาพระพุทธเจ้า เข้าไปหาพระนิพพาน ที่ลัดสั้นที่สุด” อนัตตา-สุญญตา-ตถตา คือ หัวใจของการศึกษา ปฏิบัติ และ บรรลุธรรม จาก อนัตตา สู่ สุญญตา และ ตถตา ใช้เวลา 2,500 กว่าปี โดยไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น หรือลดลง แล้วเราล่ะ? จะใช้เวลาอีกเท่าใด ชั่วชีวิตอีกกี่ชีวิต หรือ เพียงชั่วพริบตาเดียว อยู่ที่อะไร? ใคร? ที่ทาให้เป็นเช่นนั้น หรือ เป็นเพราะ “มันเป็นเช่นนั้นเอง”

Add a comment

Related presentations

How to do Voodoo

How to do Voodoo

November 11, 2014

How to do Voodoo Are you working too hard and not getting the results?? Well,...

LA VERDAD SOBRE LA MUERTE

LA VERDAD SOBRE LA MUERTE

October 24, 2014

Donde van las personas despues de muerto?

Son simples cuestiones que, aunque puedan resultar a priori inocentes, albergan in...

"The souls of the just are in the hand of God, and no torment shall touch them. " ...

Boletín de 02/11/2014

Boletín de 02/11/2014

November 1, 2014

Boletín de 02/11/2014

Omms News 10-07-2014

Omms News 10-07-2014

November 4, 2014

Omms News 10-07-2014

Related pages

พุทธทำนายจากศิลา ...

มหาสุญญตาธรรม. หน้าแรก. คำทำนายจิตศักดิ์สิทธิ์
Read more

มหาสุญญตาธรรม - บทที่ ...

มหาสุญญตาธรรม. หน้าแรก. คำทำนายจิตศักดิ์สิทธิ์
Read more

Rombodhidharma.net ...

... (ตถตา) ก็ได้ ... ห่างจากตอนแรกนาน ... สัมปชัญญะ มหาสุญญตา ...
Read more

วิญญาณหลงทาง:คลายตัว ...

... ถอยจาก ... จิตนี้สู่มหาสุญญตา ... 2 ตอน การ ...
Read more

อนนท์ คิดโสดา: นิกาย ...

... महायान มาจาก ... ทุกขัง อนัตตา ... เป็นฝ่ายภูตตถตา ...
Read more

วัดป่าสิริวัฒน ...

... การาม และเจ้า ... ธรรมะ จาก ... สุญญตา วัด ...
Read more

ศึกษาความหมายของ ...

สุญญตา = ว่างจาก ... สุญญตา และ ... สุญญตากับอนัตตา ...
Read more

Rombodhidharma.net: ลีลาธรรม ...

... (ตถตา) ... ห่างจากตอนแรกนาน ... สีลัพพตปรามาส สุญญตา ...
Read more

มรรคองค์ที่ ๗ ...

... ขึ้นมา ตอนที่ ... เข้าสู่สุญญตา ... และเนื้อหาจาก ...
Read more

มีที่ว่างเสมอ

ว่างกับมี คือคู่ตรงข้ามกัน หากมีก็ไม่ว่าง แต่ความว่าง ...
Read more