advertisement

ปรัชญาธรรมและความงามจากพุทธศิลปะ

33 %
67 %
advertisement
Information about ปรัชญาธรรมและความงามจากพุทธศิลปะ
Education

Published on September 26, 2014

Author: Padvee

Source: slideshare.net

Description

ปรัชญาธรรมและความงามจากพุทธศิลปะ สมัยต่างๆ ในประเทศไทย
เส้นพระเกศา เวียนขวาขมวดเป็นปมก้นหอย เตือนสติว่า ปัญหาทั้งหลายทั้งมวลที่มีอยู่นั้นเป็นได้ทั้งปัญหาโดยธรรมชาติ หรือเป็นเพราะ ตัวเราสร้างขึ้น การแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ใช้ปัญญาทั้งของตนและผู้เกี่ยวข้อง พยายามศึกษาวิเคราะห์ปัญหาแต่ละปัญหา แก้ไขให้สำเร็จมีความถูกต้องตามหลักธรรม และเกิดความราบรื่นเรียบร้อยประดุจเส้นพระเกศาเวียนเป็นทักษิณาวรรต
พระเกตุมาลา หมายถึง ปัญญาคุณ ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระองค์เองแล้วทรงสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ การดำเนินชีวิตให้ใช้ปัญญาเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิต ปัญหาทั้งหลาย ทั้งมวล ที่มีอยู่นั้น ต้องใช้สติ และปัญญา พิจารณาวินิจฉัย ตัดสินชี้ขาด แก้ไขปัญหาให้หมดไป ที่ว่าใช้สติ คือ มีความระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ มีความรับผิดชอบ ที่จะใช้ปัญญา เป็นแสงสว่าง นำทางแก้ไขปัญหาให้ราบรื่นเรียบร้อย
advertisement

พระเกตุมาลา ลักษณะ ศีรษะเป็นรูปอุษณีษ์ หรืออุณหิส หมายถึง ส่วนนูนบน ศีรษะที่ดูคล้ายมุ่นมวยหรือสวมมงกุฎ” หรือพระเกตุมาลาและมีพระรัศมี ที่เปล่งออกมาจากพระเศียรของพระพุทธรูป ทาเป็นตุ่มกลมคล้ายดอก บัวตูม หรือชูสูงขึน้คล้ายเปลวไฟ

พระเกศา พระพุทธรูปรุ่นแรกที่สร้างขึน้ในแคว้นคันธารราษฎร์นัน้พระศก มีลักษณะเป็นเส้นหยิกสวย (แบบคดกริช) ซึ่งคงเป็นไปตามลักษณะของ เทวรูปในศาสนาเดิมของผู้สร้าง

ศิราภรณ์ หรือ มงกุฎที่ประดับบนพระ เศียรพระนัน้เห็นเป็นชัน้ ๓ ชัน้หมายถึง พระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัต น ะ ซึ่ง เ ป็น ส ร ณ ะ อัน สูง สุด ข อ ง พระพุทธศาสนา (อันนีห้มายถึงมงกุฎ ของพระพุทธรูปทรงเครื่อง

อุณาโลม รูปวงที่เป็นลายกลมโค้งสะบัดเป็นเปลว เพลิง ที่ปรากฏอยู่ตรงกลางพระนลาฏ (หน้าผาก) ซึ่งมีลักษณะเป็นขนอ่อนละเอียดโค้งวงเป็นเปลว ไฟขึน้ไปอย่างงดงาม ลักษณะนีมี้อยู่ในร่างกาย ของพระมหาบุรุษเท่านัน้

ลายในฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาท แสดงถึงรูปพระธรรมจักรของพระพุทธองค์หมายถึง ความจริง ของโลกและกฎธรรมะของโลกที่ต้องประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่มีวัน สิน้สุด ชีวิตหมุนเวียนแปรผันอยู่ในความทุกข์ ไม่แน่นอน ศูนย์เปล่า ไม่มี ตัวตน

ภาพสัตว์ประดับฐานองค์พระ ฐานที่รองรับองค์พระบางองค์มีภาพสัตว์ต่าง ๆ ประดับอยู่รอบ ฐาน เช่น รูปหนุมาน รูปโค รูปสิงห์ รูปพญานาค รูปสัตว์ดึกดา บรรพ์ภาพสัตว์เหล่านีเ้ป็นธรรมาธิษฐานแสดงว่าพระพุทธองค์จะไปตก อยู่แห่งหนตาบลใดก็ตาม ย่อมเป็นที่รักใคร่ของสรรพชีวิตในโลก ทัง้สิน้แต่ภาพสัตว์บางภาพก็บ่งบอกถึงประวัติของสถานที่สร้างก็มี เช่น พระบูชาแบบที่มีฐานเป็นหัวช้าง เป็นพระสร้างในสมัยล้านช้าง

บัวรอบฐานองค์พระ เรียกว่า ฐานบัวคว่าบัวหงาย หมายถึง ดอกไม้แห่งความบริสุทธิ์ของโลก เป็นเครื่องหมายของพระพุทธเจ้า

ฐาน ๘ เหลี่ยม ประติมากรรมโบราณบางองค์ เช่น พระ สมัยเชียงแสน เจาะฐานเป็นช่องลายต่าง ๆ นับ ได้ ๘ ช่อง หมายถึง อัฏฐบริขาร คือ เครื่องใช้สอย ของบรรพชิต ๘ อย่าง

ริ้วจีวร ที่คลุมพระวรกายอย่างบางแทบจะ มองไม่เห็น หมายถึง จตุบริสุทธิศีล คือ ปาฏิโมกขสังวร อินทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิ ปัจจัยปัจจเวกขณ์

เส้นพระเกศา เวียนขวาขมวดเป็นปมก้นหอย เตือนสติ ว่า ปัญหาทัง้หลายทัง้มวลที่มีอยู่นั้นเป็นได้ทัง้ ปัญหาโดยธรรมชาติ หรือเป็นเพราะ ตัวเราสร้าง ขึน้ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ใช้ปัญญาทั้งของตน และผู้เกี่ยวข้อง พยายามศึกษาวิเคราะห์ปัญหาแต่ ละปัญหา แก้ไขให้สาเร็จมีความถูกต้องตาม หลักธรรม และเกิดความราบรื่นเรียบร้อยประดุจ เส้นพระเกศาเวียนเป็นทักษิณาวรรต

พระเกตุมาลา หมายถึง ปัญญาคุณ ทรงตรัสรู้เป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระองค์เองแล้วทรงสั่งสอน ผู้อื่นให้รู้ตามได้ การดาเนินชีวิตให้ใช้ปัญญาเป็นแสง สว่างส่องทางชีวิต ปัญหาทัง้หลาย ทัง้มวล ที่มีอยู่นัน้ ต้องใช้สติ และปัญญา พิจารณาวินิจฉัย ตัดสินชีข้าด แก้ไขปัญหาให้หมดไป ที่ว่าใช้สติ คือ มีความระลึก รู้ตัวอยู่เสมอ มีความรับผิดชอบ ที่จะใช้ปัญญา เป็น แสงสว่าง นาทางแก้ไขปัญหาให้ราบรื่นเรียบร้อย

พระเศียร พระพักตร์เต็มไปด้วยความสงบร่มเย็น ทรง อานาจไม่บึง้ตึง และพระสีหนุ งามประดุจคางราชสีห์ คือ พระหนุโค้ง เหมือนวงพระจันทร์ เตือนสติว่า การ กระทาการสิ่งใดต้องอยู่ในกรอบของความถูกต้องดี งาม ไม่ผิดระเบียบแบบแผนและกฎหมาย ต้องตัง้มนั่ อยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา และตัดความขุ่นมัวในสิ่งไม่ ดีไม่งามไม่ถูกต้องออกไปเสีย ภายในต้องสงบนิ่งใส สะอาด และอย่าหวังผลให้ได้ดังอุดมคติเกินไปชีวิต จะได้มีความสงบสุข

พระอุณาโลม โลมาระหว่างคิว้ เวียนขวาอย่างเข็มนาฬิกา เตือนสติว่า ทาอะไร คิดอะไร ต้องมีความถูกต้อง เป็น แบบอย่างที่ดี และเป็นไปตามทานองคลองธรรม สิ่งที่ กระทานอกจากมีความถูกต้องดีงาม ต้องมีความ บริสุทธิ์ยุติธรรม ตัง้อยู่บนความเมตตา คือ ความรัก ความกรุณา คือ ความสงสารและต้องเป็นไปโดยธรรม เพื่อรักษาธรรม

พระเนตร หลุบต่าเล็กน้อย เตือนสติให้มีคว าม สารวมระมัดระวังให้อยู่ในกรอบของความ พอเหมาะพอดี ไม่หลงลืมตัว ไม่ประมาท ให้สารวจ มองดูตัวเราเองบ้าง ต้องสารวจปัญหาที่เกิดขึน้ จากตัวเราเองก่อน มีอะไรยังขาดตกบกพร่องอยู่ก็ แก้ไขปรับปรุงเสีย สารวมสติให้สงบนิ่ง รู้สึกตัวอยู่ เสมอ มีสมาธิ

พระกรรณ ยาวซอ้นเป็น ๒ ชนั้ เตือนสติใหหู้หนัก อย่าเชื่อฟังแต่คนขา้งเคียง โดยไม่ใชปั้ญญาไตร่ตรอง ตอ้งฟังเสียงส่วนใหญ่

นูนเป็นสัน เตือนสติให้หายใจด้วยจมูกของเราเอง คือ ช่วย ตัวเองก่อน มีความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน คือ พึ่งตนเองได้ พระนาสิก

พระโอษฐ์ หุบมีลักษณะยิม้, ลาพระศอ กลมงามเสมอ ตลอด เตือนสติว่าให้ประพฤติชอบด้วยวาจา คือ วจี สุจริต ได้แก่ เว้นจาก พูดเท็จ ส่อเสียด คาหยาบ เพ้อ เจ้อ รู้จักสงบปากเพื่อความสงบสุขให้ตนเองและผู้อื่น รู้จักประมาณการในการบริโภค คือ รู้ตัว รู้คิด ตรวจ สิ่งที่จะผ่านลาคอลงไป เพื่อดารงชีวิตและสุขภาพ ไม่ ผิดศีลและเบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน

พระกาย พระกายตั้งตรงและพระสรีระบริบูรณ์ เตือนสติให้ระลึกรู้กาย สติ รู้เท่าทันในกายสังขารไม่ หลงมัวเมา รู้รักษาสุขภาพอนามัย บริหารกาย บริหาร จิต ให้สุขภาพ สมบูรณ์ ทัง้กายและจิต

นิ้วพระหัตถ์ นิ้วทั้ง ๔ มีทั้งยาวเท่ากันและยาวไม่เท่ากัน เตือนสติ ให้ปฏิบัติภารกิจทัง้หลายทัง้ปวง ด้วยตัวของเรา เอง อย่างมีความมั่นใจ รักในการทางานอย่างสม่าเสมอ ด้วยความวิริยะอุตสาหะ นิว้ทัง้ ๔ เมื่อกามือแล้วจะยาว เท่ากัน เตือนสติว่า งานทัง้หลายต้องเริ่มดาเนินการ จึงจะ มีผลงานเกิดขึน้ ปฏิบัติเพื่อความเท่าเทียมกันกับผู้อื่น คือ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นที่พึ่งของ ผู้อื่นได้

พระบาท ฝ่าพระบาทราบเสมอกัน นิว้พระบาท ยาวเท่ากัน เตือนสติให้ห่างไกลจากกิเลสและ อบายมุขทัง้ปวง ให้มีความถูกต้องในการก้าว ย่าง ยึดมั่นในหลักธรรม ระเบียบแบบแผน และกฎหมายของบ้านเมือง สามารถยืนบน เท้าตนเอง คือ พึ่งตนเองได้

ปางลีลา ลักษณะ เป็นพระพุทธรูปในอิริยาบถก้าวเดิน พระบาทซ้ายก้าวไปข้างหน้า ยกส้นพระบาทขวา พระกร ขวาอยู่ในท่าไกว พระหัตถ์ซ้ายยกขึน้เสมอพระอุระ ป้องไป เบอื้งหน้า ความหมาย มีความหมายได้เป็น ๒ นัย คือ นัย แรก เหมือนกับปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ และนัยที่สอง หมายถึง พระพุทธองค์เสด็จจาริกสั่งสอนเผยแผ่พระ ศาสนาแก่ประชาชนตามแว่นแคว้นต่างๆ

ปางสมาธิ ลักษณะ เป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ หงายพระหัตถ์ทัง้สองวางยู่บนพระเพลา พระ หัตถ์ขวาซ้อนบนพระหัตถ์ซ้าย ความหมาย พระพุทธองค์ประทับ นั่งขัดสมาธิใต้ต้นมหาโพธิ์ ณ ตาบลพุทธคยา ใกล้แม่นา้เนรัญชรา เพื่อพิจารณาวิธีหลุดพ้นจาก ทุกข์ โดยตัง้พระทัยมนั่ว่าจะไม่เสด็จลุขึน้ ตราบ เท่าที่ยังไม่ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ

ศิลปะสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖) ลักษณะที่สาคัญ มีขมวดพระเกศา ใหญ่ พระเกตุมาลาเป็นต่อมกลม พระพักตร์ กลมแป้น พระโขนงเป็นเส้นโค้งนูนติดกันเป็น รูปปีกกา พระเนตรโปน พระนาสิกแบน พระ โอษฐ์หนาแบะ

ศิลปะสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๘) นิยมสร้างรูปพระโพธิสัตว์มากกว่า พระพุทธรูป เนื่องจากสร้างตาม ลัทธิมหายาน ในรุ่นแรกมีอิทธิพลของอินเดียปนอยู่มาก รุ่น ต่อมาจึงมีศิลปะเขมรเข้ามาปนอยู่ด้ว ย พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยมีลักษณะสาคัญ คือ พระวรกาย อวบอ้วนได้ส่วนสัด พระโอษฐ์เล็ก ได้สัดส่วน พระพักตร์คล้ายพระพุทธรูปเชียง แสน

ศิลปะสมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๘) พระพุทธรูปทรงเครื่องปางสมาธิ ประทับนั่งบน ขนดนาค ๓ ชัน้มีเศียรนาค ๗ เศียร พระพักตร์สี่เหลี่ยม ถมึงทึง พระเนตรเปิดโปน ทรงเทริดและกรองศอ อันเป็น รูปแบบที่นิยมในศิลปะนครวัด พระเกตุมาลาทาเป็นต่อมพูน บางองค์เป็นแบบฝาชีครอบ พระขนง(คิว้) ต่อกันเป็นรูปปีก กา พระนาสิก(จมูก) พระกรรณ(หู) ยาวย้อยลงมาและมี กุณฑลประดับด้วยเสมอ พระหนุ(คาง)เป็นร่อง พระโอษฐ์ แบะกว้าง ขมวดพระเกศา(ผม)เล็ก มีไรพระศกเป็นขอบนูน เล็กๆอยู่เหนือพระนลาฏ(หน้าผาก) ครองจีวรห่มเฉียง ชาย จีวรเหนือพระอังสา(บ่า) ซ้ายยาวลงมาจนถึงราวพระถัน(นม) ปลายจีวรตรงขอบสบงเผยอเป็นสัน

ศิลปะสมัยสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๐) พระวรกายโปร่ง เส้นรอบนอกโค้งงาม ได้ จังหวะ พระพักตร์รูปไข่ยาวสมส่วน ยิม้พองาม พระขนงโก่ง รับกับ พระนาสิกที่งุ้มเล็กน้อย พระ โอษฐ์แย้มอิ่ม ดูสารวม มีเมตตา พระเกตุมาลา รูป เปลวเพลิง พระสังฆาฏิยาวจรดพระนาภีปลาย คล้ายเขีย้วตะขาบ พระศกแบบก้นหอย ไม่มีไรพระ ศก พระอังสาใหญ่บัน้พระองค์เล็ก

ศิลปะสมัยล้านนา หรือ สมัยเชียงแสน (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๓) มี ๓ ลักษณะ พระพุทธรูปโดยส่วนรวมมีพุทธลักษณะคล้าย พระพุทธรูปอินเดียสมัยราชวงปาละ มีพระวรกายอวบอ้วน พระพักตร์ กลมคล้ายผลมะตูม พระขนงโก่ง พระนาสิกโค้งงุ้ม พระโอษฐ์แคบเล็ก พระหนุเป็นปม พระรัศมีเหนือเกตุมาลาเป็นต่อมกลม ไม่นิยมทาไรพระ ศก พระศกขมวดใหญ่ พระอุระนูน ชายสังฆาฏิสัน้ ตรงปลายมีลักษณะ เป็นชายธงม้วนเข้าหากัน เรียกว่า เขีย้วตะขาบ ส่วนใหญ่นั่งขัดสมาธิ เพชรปางมารวิชัย ฐานที่รององค์พระทาเป็นกลีบบัวประดับ มีทัง้บัวคว่า บัวหงาย และทาเป็นฐานเขียงไม่มีบัวรองรับ

ศิลปะสมัยล้านนา หรือ สมัยเชียงแสน เชียงแสนสิงห์หนึ่ง เชียงแสนสิงห์สาม เชียงแสนสิงห์สอง ที่พระที่นัง่พุทไธสวรรย์ ที่วิหารลายคา วัดพระสิงค์ จ.เชียงใหม่ ที่หอพระพุทธสิหิงค์ จ. นครศรีธรรมราช

ศิลปะสมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙) พระวรกายดูสง่า พระพักตร์ขรึม ดูเป็นรูปเหลี่ยม คิ้วต่อกันไม่ โก่งอย่างสุโขทัยหรือเชียงแสน พระศกนิยมทา เป็นแบบหนามขนุน มีไร พระศก สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ปลายตัดตรง พระเกตุมาลาทาเป็น ทรงแบบฝาชี รับอิทธิพลศิลปะลพบุรี แต่ยุคต่อมาเป็น แบบเปลวเพลิง ตามแบบศิลปะสุโขทัย

ศิลปะสมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙) อู่ทองรุ่นที่ ๑ อู่ทองรุ่นที่ ๒ อู่ทองรุ่นที่ ๓ อิทธิพลทวาราวดี และเขมร อิทธิพลเขมร อิทธิพลสุโขทัย

ศิลปะสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔) ลักษณะทั่วไปจะเป็น การผสมผสานศิลปะแบบอื่น ๆ มีพระวรกายคล้ายกับพระพุทธรูปอู่ทอง พระพักตร์ยาว แบบสุโขทัย พระเกตุมาลาเป็นหยักแหลมสูงรูปเปลวเพลิง พระขนงโก่งแบบสุโขทัย สังฆาฏิใหญ่ปลายตัดตรง หรือสอง แฉกแต่ไม่ เป็นเขีย้วตะขาบ แบบเชียงแสน หรือสุโขทัย ตอน หลังนิยมสร้างพระพุทธ รูปทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช

ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ ๒๕ – ปัจจุบัน) การสร้างพระพุทธรูป ล้วนแต่สืบทอดความงาม และวิธีการของ ศิลปะอยุธยาทัง้สิน้ ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงเริ่มมีการก่อสร้างพระพุทธรูปขึน้ใหม่เป็นจานวน มาก และมีรูปแบบเฉพาะที่จัดได้ว่าเป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ คือพระ พักตร์สงบนิ่งคล้ายกับหุ่นละคร พระโอษฐ์เล็ก ปลายตวัดขึน้เล็กน้อย ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ มากขึน้โดยเฉพาะชาติ ตะวันตก ทาให้ลักษณะศิลปะตะวันตกหลงั่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย

ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ ๒๕ – ปัจจุบัน) การสร้างพระพุทธรูป ล้วนแต่สืบทอดความ งาม และวิธีการของศิลปะอยุธยาทัง้สิน้ ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จึงเริ่มมีการก่อสร้างพระพุทธรูป ขึน้ใหม่เป็นจานวนมาก และมีรูปแบบเฉพาะที่จัดได้ ว่าเป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ คือพระพักตร์สงบนิ่ง คล้ายกับหุ่นละคร พระโอษฐ์เล็ก ปลายตวัดขึ้น เล็กน้อย

ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ ๒๕ – ปัจจุบัน) ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ มากขึ้นโดยเฉพาะชาติตะวันตก ทาให้ลักษณะศิลปะ ตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย และมีอิทธิพลต่อ ศิลปะไทย

ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ ๒๕ – ปัจจุบัน) พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้มีการนาเอาแบบอย่าง ของ ศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทย ทาให้ศิลปะไทยแบบ ประเพณี ซงึ่เป็นแบบดัง้เดิม มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นศิลปะ ไทยแบบร่วมสมัยในที่สุด ลักษณะของพระพุทธรูปเน้นความเหมือน จริงมากขึน้ เช่น พระศรีศากยทศพลญาณ ฯ เป็นพระพุทธรูปปางลีลา โดยการผสมผสานความงามแบบสุโขทัยเข้ากับความเหมือนจริง เกิด เป็นศิลปะการสร้างพระพุทธรูปในสมัยรัตนโกสินทร์

พระศรีศากยะทศพลญาณ

ลักษณะของศิลปะไทย ๑.เขียนสีแบน ไม่คานึงถึงแสงและเงา นิยมตัดเส้นให้เห็นชัดเจน และเส้นที่ใช้ จะแสดงความรู้สึกเคลื่อนไหวนุ่มนวล ๒.เขียนตัวพระ-นาง เป็นแบบละคร มีลีลาท่าทางเหมือนกัน แตกต่างกันด้วยสีร่างกายและเครื่องประดับ ๓.เขียนแบบตานกมอง โดยมองจากที่สูงลงสู่ล่าง จะเห็นเป็นรูป เรื่องราวได้ตลอดภาพ

ลักษณะของศิลปะไทย ๔.เขียนติดต่อกันเป็นตอน ๆ สามารถดูจากซ้ายไปขวาหรือล่าง และบนได้ทวั่ภาพ โดยขัน้ภาพเป็นส่วนๆด้วยโขดหิน ต้นไม้ กาแพงเมือง และเส้นสินเทาหรือ คชกริด เป็นต้น ๕.เขียนประดับตกแต่งด้วยลวดลายไทย มีสีทองสร้างภาพให้เด่น เกิดบรรยากาศ สุขสว่างและมีคุณค่ามากขึน้

การจัดวางภาพจิตรกรรมบนฝาผนัง ๑. ผนังหุ้มกลองด้านหน้าพระประธานเหนือขอบประตู เขียนภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ๒. ผนังหุ้มกลองด้านหลังพระประธาน นิยมเขียนภาพไตรภูมิ แต่บางแห่งเขียนภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชัน้ ดาวดึงส์ เปิดโลกทัง้สามให้เห็น ๓. ผนังด้านข้างเหนือขอบหน้าต่างทั้งสองข้องหรือบนคอสอง นิยมเขียนภาพเทพชุมนุม โดยเขียนเป็นรูปเทพหรือเทวดานั่งประณมมือ เรียงเป็นแถว แต่มีบางแห่งเขียนเป็นภาพพระพุทธรูปประทับนงั่เรียงเป็นแถว

การจัดวางภาพจิตรกรรมบนฝาผนัง ๔. ผนังห้องระหว่างช่องหน้าต่าง เรียกว่า “ห้องพืน้ผนัง” นิยมเขียน ภาพเป็นเรื่องที่จบในห้องเดียวกัน แล้วแต่ว่าช่างจะเลือกเขียนจากเรื่องใด ถ้า เขียนภาพเรื่องพุทธประวัติ ก็จะจัดแบ่งเป็นตอนๆในแต่ละห้อง หรือเลือกเขียน เรื่อง “ทศชาติชาดก” ก็จะแบ่งเขียนเป็นห้องละหนึ่งพระชาติ และยังอาจเขียน เป็นตอนๆจากเรื่องขนาดยาว เช่น พระเวสสันดรชาดก ก็จะแบ่งเขียนเป็นห้องๆ ละ ๑ กัณฑ์ถึง ๒ กัณฑ์ ก็มี ๕. บานประตู – บานหน้าต่าง นิยมเขียนภาพทวารบาล และอาจมี ลวดลายประกอบ เช่น ลายพันธ์ุพฤกษา

แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของ จักรวาล ความหลุดพน้จากกิเลส

แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม ในเรื่องของจักรวาลนนั้ ตามคติของทางอินเดียถือว่ามีขอบเขตเป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เรียกว่า “มณฑล” และตรงกลางของจักรวาลจะมีเขาพระสุเมรุเป็นแกน โดยเหตุนี้การสรา้งพระสถูปเจดีย์หรือพระวิหารที่เป็นมณฑป ประดิษฐานรูปเคารพทงั้ ของพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จะตงั้อยู่บนฐานสีเหลี่ยมจัตุรัสเสมอ

แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม การที่ผังเป็นรูปกากบาทก็เนื่องจากการสรา้งซุ้มประตูทงั้ ๔ ทิศ ส่วนการมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผา้มักได้แก่ผังของโบสถ์ และวิหาร เพื่อใหมี้พื้นที่กวา้งขึ้นในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ บรรดาอาคารต่างๆที่มีฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม หรือทรงกลม ถ้ามองในแนวตงั้แลว้จะเป็นรูปสามเหลี่ยม เพื่อ แสดงใหเ้ห็นว่าตรงจุดยอดของรูปสามเหลี่ยมคือจุดที่เป็นเขาพระ สุเมรุ ซึ่งหมายถึงจุดของความหลุดพน้ถึงนิพพาน ต่า ลงมาเป็น ระดับอรูปภูมิ รูปภูมิ และกามภูมิ ตามลา ดับ

แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม พระสถูปเจดีย์บางแห่งสร้างขึน้เป็นกลุ่มบนฐานสี่เหลี่ยมเดียวกัน ส่วนมากประกอบด้วยเจดีย์ห้าองค์ อาจมีความหมายถึงพระพุทธเจ้าห้า พระองค์ในภัทรกัป คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสปะ พระสมณโค ดม และพระศรีอารยเมตไตรย หรือมิฉะนัน้ก็เป็นรูปแบบอย่างย่อของ จักรวาลในสมัยโบราณที่ประกอบด้วยภูมิสามคือ ไตรภูมิ และยอดเจดีย์ทัง้ ๔ นัน้หมายถึง อรูปภูมิ ซงึ่เป็นภูมิสูงสุดในจักรวาล ล้อมรอบเจดีย์องค์กลาง ๑ องค์ ซึ่งเป็นแดนของนิพาน

แนวคิดเชิงปรัชญาในงานสถาปัตยกรรม ส่วนสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของความหลุดพ้น จากกิเลสทั้งปวงที่มี ความสัมพันธ์กับสถาปัตยกรรมนัน้ก็คือ ดอกบัว ตามคติของพระพุทธศาสนา เชื่อว่า ดอกบัวนัน้ถึงแม้จะเกิดขึน้อยู่ในโคลนตมก็ตาม แต่ความสกปรกนัน้หา ได้แปดเปื้อนดอกบัวไม่ ดุจดวงจิตที่ใสสะอาดหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงของ พระพุทธเจ้า เพราะฉะนัน้ลักษณะของดอกบัวจึงเข้ามามีอิทธิพลต่อรูปแบบ ทางพุทธศิลป์เป็นอย่างมากทั้งในทางตรงและทางอ้อม เช่น การสร้าง พระพุทธรูปไว้บนฐานดอกบัวบานและการสร้างฐานอุโบสถหรือสถูปเจดีย์บน ฐานดอกบัวเช่นเดียวกัน

แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู จักรวาลที่เราอยู่กว้างใหญ่ไพศาลนั้นเป็นแบบแนวนอน (Horizontal) แบนๆ มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง เป็นที่อยู่ของเทพเจ้า เขา พระสุเมรุถูกล้อมรอบด้วยมหานทีสีทันดร (Cosmic Ocean) สลับกับภูเขา ทัง้ ๗ ที่มุมของจักรวาลทัง้ ๔ จะมีทวีป ๔ ทวีป ความสาคัญจะอยู่ที่จุด ศูนย์กลาง หรือการรวมศูนย์

แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู อุตรกุรุทวีปทวีป ปุพพวิเทหทวีป ชมพูทวีป อมรโคยานทวีป

แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู แผนผัง : วัดไชยวัฒนาราม จ.อยุธยา สร้างขึน้ในสมัยอยุธยา ยุคปลายรัชกาลสมเด็จพระ เจ้าปราสาททอง

แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู แผนผัง : บุโรบุดโด ประเทศอินโดนีเซีย ศูนย์กลางจักรวาล

แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู พระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5

แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู ๑.พระอุโบสถ ๒.กาแพงแก้ว ๓.พระวิหารทิศตะวันออก ๔.พระวิหารทิศใต้ ๕.พระวิหารทิศตะวันตก ๖.พระวิหารทิศเหนือ ๗.พระปรางค์ ๘.พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ๙.พระเจดีย์ราย ๑๐.พระระเบียง

แนวคิดตามคติของพราหมณ์ – ฮินดู 'นครวัด' สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ในพุทธ ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย แต่ ต่อมาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ได้เปลี่ยนให้เป็นวัดในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ที่อินโดนีเซียก็มีเช่นกัน

ช่อฟ้า มีความหมายถึง ช่อที่ยื่นขึน้ไปบนท้องฟ้า เป็นนัย แห่งการบูชาพระ รัตนตรัยและปวงเทพเจ้าบนสวรรค์ชัน้ฟ้าประการหนึ่ง นอกจากนี้ช่อฟ้า ยัง เป็นเครื่องสูงที่อยู่สูงสุดในงานสถาปัตยกรรมไทย โดยมีรูปลักษณะคล้าย สัตว์ปีกจาพวกนก ครุฑ คือมีจะงอยปากตรงส่วนกลาง ส่วนปลายทาเป็นรูป เรียวโค้งปลายสะบัด

เครื่องลา ยอง คือ องค์ประกอบรวม ชุดหนึ่งที่ใช้ ประดับปิดท้ายขอบหลังคาด้านสกัดของ อาคาร คือในส่วนของหน้าบัน นับว่า เป็น ส่วนที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทัง้ในเรื่อง ของรูปแบบและประวัติความเป็นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ทาให้ชุดเครื่อง ลายองดูมีชีวิต ชีวามากขึน้นัน้คือ ตัวลายอง

ตัวลา ยอง คือ ส่วนขององค์ประกอบสาคัญของเครื่องลายอง เป็นส่วนที่ใช้ ยึดช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ โดยพาดอยู่บนหลัง ‘แป’ ทาหน้าที่ปิดเครื่อง มุงหลังคาด้านสกัด มีลักษณะคล้ายลาตัวของนาค โดยมีหัวอยู่ที่ส่วนที่ เรียกว่า ‘หางหงส์’

ใบระกา คือ ส่วนที่มีรูปทรงเป็นครีบที่มีลักษณะเรียว โค้ง และปลาย แหลมคล้ายปลายมีด กลางครีบด้านหน้าถากเป็นสันนูน วางเรียงประดับ ตกแต่งอยู่ระหว่างช่อฟ้า และหางหงส์บนขอบสันบ่าด้านบนตลอดแนว ของตัวลายอง ในส่วนของใบระกานีพ้บว่า บางแห่งใช้กระหนกรูปทรง ต่างๆ แทนครีบปลายแหลม

หางหงส์ คือ ส่วนประดับรูปทรงคล้ายหงส์ติดอยู่ปลายด้านล่างของ เครื่องลายอง โดยมากมักทาเป็นรูปโครงของนาคสามเศียรซ้อนกัน แต่ยัง พบว่าหางหงส์ของเครื่องลายองบางชุด ปรากฏการนานาคมาประกอบ โดยทาเป็นเศียรนาคหนึ่งเศียรก็มี

นาคเบือน คือองค์ประกอบหนึ่งในเครื่องลายองของ พระราชวังและสถาปัตยกรรมในพระพุทธศาสนา มีลักษณะเป็นแผ่นแบนเช่นเดียวกับหางหงส์ ทา เป็นเศียรนาคซ้อนติดกันเป็นแผง หันหน้าออก ทางด้านหน้าของมุข การหันหน้าในลักษณะเชน่นี้ คืออาการที่เรียกว่า “เบือน” เป็นที่มาของชื่อที่ เรียกกันว่า “นาคเบือน”

คือ ไม้คา้รอบรับปีกนกของหลังคา มีทัง้ชนิดโค้งเป็นหัวพญานาค ปลายเป็น กระหนกม้วนและชนิดตรงประดับลาย คันทวย

(บะ-ราลี) คือ วัตถุที่ทาเป็นรูปหัวเม็ด กลึงเป็นลูกแก้ว ซ้อน บราลี เป็นชัน้ๆ มีด้ามปีกเป็นระยะ ที่สันหลังคา

ย่อมุมไม้สิบสอง เป็นคาอธิบายลักษณะส่วนมุมของอาคาร เจดีย์ พระเมรุ หรือสิ่งอื่นๆ ที่ทาให้มุมมีหยักเป็นเหลี่ยมออกมา แทนที่ตรงมุมจะมี เพียงมุมเดียว กลับทาหักย่อลงทาให้เป็น ๓ มุม เพื่อเพิ่มความ งดงามให้แก่สิ่งก่อสร้างนัน้ การย่อมุมทาให้มุมหนึ่งเกิดเป็น ๓ มุม อาคาร เจดีย์ หรือพระเมรุ ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างทรงสี่เหลี่ยมมี ๔ มุม จึง กลายเป็น ๑๒ มุม อาคาร เจดีย์ หรือสิ่งก่อสร้างใดมีลักษณะ ดังกล่าวนีจึ้งเรียกว่า ย่อมุมไม้สิบสอง

ซุ้มเรือนแก้ว คือ ซุ้มที่มีกรอบเป็น ลวดลาย จะเป็นลายกระจัง หรือ ลายดอกไม้ก็ได้ ตัวอย่าง ได้แก่ ซุ้มเรือนแก้วพระพุทธชินราช

ฐานชุกชี แต่เดิมหมายถึง วัชรอาสน์ คาว่า ชุกชี เป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า ที่นั่ง ดังนัน้เมื่อมีการสร้าง พระพุทธรูปจึงตัง้อยู่บนฐานชุกชี

นอกจากศรัทธาแล้ว จินตนาการยังสา คัญกว่าอื่นใด เพราะแม้แต่จักรวาลที่ไปไม่ถึง ก็ยังไม่พ้นจินตนาการของมนุษย์ การสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยความศรัทธาแล้ว มนุษย์ยังสามารถจินตนาการ ได้แม้กระทั่งจักรวาลที่มองไม่เห็น

ติดตามผลงานอ่นืๆ ของเราได้ที่ www.padvee.com Education for all.

Add a comment

Related presentations

Related pages

AR103 : ศิลปะวิจักษณ์

ศิลปะมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์อย่างมาก เพราะศิลปะมี ...
Read more

มคอ .๓รายละเอียดของ ...

มคอ .๓รายละเอียดของรายวิชา พุทธศิลปะ ชื่อสถาบัน ...
Read more