ธรรมราชาและเทวราชาในวรรณคดีลิลิตตะเลงพ่าย

60 %
40 %
Information about ธรรมราชาและเทวราชาในวรรณคดีลิลิตตะเลงพ่าย
Education

Published on March 10, 2014

Author: chinnakornwt608

Source: slideshare.net

ธรรมราชาและเทวราชาในวรรณคดีลิลิตตะเลงพ่าย ชินกร ปะวันเนย์1 Chinnakorn Pawannay บทคัดย่อ วรรณคดีเรื่อลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อยอพระเกียรติ สมเด็จพระนเรศวร มหาราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่งของไทย ดังนั้น เพื่อที่ศึกษากลวิธีการยอพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอันเป็นลักษณะที่โดดเด่นของลิลิต ตะเลงพ่าย ผลจากการศึกษาพบว่า ผู้ประพันธ์ได้ใช้กลวิธีในการยอพระเกียรติ โดยสร้างสมเด็จพระ นเรศวรมหาราชให้เป็นราชาที่ครบถ้วนตามความเชื่อพุทธศาสนาและพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเป็นความเชื่อ ของคนไทย ดังที่เห็นได้บทประพันธ์แสดงให้เห็นคุณธรรมในการปกครอง ซึ่งเป็นลักษณะความเชื่อ ในทางพระพุทธศาสนาหรือเรียกว่าการปกครองแบบ “ธรรมราชา” อีกทั้งผู้ประพันธ์ยังแสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระนเรศวรเป็นกษัตริย์แบบ “เทวราชา” เพื่อให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นกษัตริย์สมบูรณ์ แบบตามคติความเชื่อของคนไทย คาสาคัญ : ธรรมราชา เทวราช ลิลิตตะเลงพ่าย บทนา สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์มายาวนานต่อเนื่องกันถึง 700 ปี ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันนั้นคือสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ที่มีบทบาท และ ภาระหน้าที่ในการปกครองบ้านเมือง ป้องกันอาณาประชาราษฎร์ คุ้มครองประชาชนและเป็นศูนย์รวม ด้านจิตใจอีกด้วย ในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าพระมหากษัตริย์มี 3 ประการตามบทบาทหน้าที่ใน สังคมดังนี้ (เสาวณิต วิงวอน: 2538) 1. ทรงเป็น “มหาชนสมติ” คือมีพระราชอานาจที่ที่มีฐานมาจากความพร้อมใจของประชาชน ซึ่งจะต้องได้รับการยอมรับจากมหาชนในสังคมนั้น 2. ทรงเป็น “ผู้นาของแคว้น” คือ ทรงดูแลบ้านเมืองให้สงบสุขเรียบร้อย จึงทรงเป็นศูนย์กลาง ของประเทศ 3. ทรงเป็น “หัวหน้าที่มีธรรม” ทรงปกครองด้วยธรรมเพื่อให้ประชาชนเป็นสุขและเป็น ศูนย์กลางทางจิตใจของประชาชน 1 นักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ส่วนในทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ที่เข้ามาในประเทศไทยกับอิทธิพลของอารยธรรมขอม ซึ่ง เป็นความเชื่อในด้านศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ทาให้คนไทยมีเกี่ยวกับกษัตริย์หรือวรรณะกษัตริย์ คือ นักรบ ทาหน้าที่ป้องกันชาติบ้านเมือง และทาศึกสงคราม วรรณะนี้เชื่อมากาเนิดมาจากหน้าอกของพระ พรหม ซึ่งเป็นอีกความเชื่อหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการปกครองและการยอมรับอิทธิพลหรือพระราชอานาจ ของพระมหากษัตริย์ กล่าวได้ว่าคติความเชื่อเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์คนไทยแบ่งออกเป็น 2 คติ คติแรกเห็นว่า พระมหากษัตริย์เป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ และคติที่ 2 คือการมองว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนอง ประเทศที่คอยบริหารรัฐทางการเมือง ในสมัยสุโขทัยเรียกกษัตริย์ว่าเป็น “พ่อเมือง” หรือ “พ่อขุน” ซึ่งมี หน้าที่ปกครองอาณาเขตที่ตนเองได้รับการปกครอง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชนอันเห็นได้จากหลัก ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 หรือศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงมหาราช ซึ่งได้กล่าวว่า “ในปากปตูมีกดึง อันณิ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฝ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิง เจ้าเถิงขุนบ่ไร้ ไปลันกดึงอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคําแหงเจ้าเมืองใต้” (หลักศิลาจารึกหลักที่ 1, ด้านที่ 1 : บรรทัดที่ 31-35) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพ่อเมืองหรือพ่อขุนเป็นผู้ที่ตัดสินคดีความต่าง ๆ ด้วยตนเอง ซึ่ง มีลักษณะเป็นเพียงผู้นากลุ่มคน ในระยะต่อมาพระมหากษัตริย์ไทยเป็นพระมหากษัตริย์ตามคติความเชื่อที่ 2 คือ “ราชะ” เป็น ผู้นาทั้งทางด้นการสงคราม การปกป้องและการสร้างความสงบให้แก่อาณาประชาราษฎร์ โดยการ สร้างพระมหากษัตริย์ให้เป็นเทวราชหรือเทพเจ้า ซึ่งมีลักษณะ 2 แบบคือ 1. พระมหากษัตริย์กลายเป็น ส่วนหนึ่งของพระศิวะ เรียกว่า “ไศเลนทร์” คือผู้เป็นใหญ่แห่งภูเขา ซึ่งหมายถึงพระศิวะนั้นเอง 2. พระมหากษัตริย์กลายเป็นเทพเจ้าที่มีลักษณะที่ผสมผสานกันเรียกว่า “หริ – หระ” คือการผสมผสาน ระหว่างพระอิศวรและพระนารายณ์หรือพระวิษณุ โดยเชื่อว่าพระมหากษัตริย์จะเป็นทั้งผู้ทาลายและ ผู้รักษาตามความเชื่อศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ต่อมาลัทธิเทวาราชได้ผสมผสานกับศาสนาพุทธใน อาณาจักรฟูนันและเจนละและเริ่มเผยแผ่เข้ามายังไทย ดังนั้นแต่เดิมแล้วพระมหากษัตริย์ของไทยไม่ใช่ เทวราชาแต่เป็นธรรมราชา ซึ่งเห็นได้จากหลักศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ทั้งศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงและ หลักศิลาจารึกพญาลิไทย เมื่อลัทธิเทวราชได้เข้ามาในสมัยอยุธยาตอนต้นจึงผสมผสานกับพุทธศาสนา ทาให้การปกครองของไทยเป็นแบบผสมผสานระหว่างธรรมราชาและเทวราชา ในวรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายเป็นอีกวรรณคดีอีกเรื่องหนึ่งที่แต่งเพื่อเป็นการยอพระเกียรติ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงกระทายุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชจนสามารถปลดแอกคนสยาม หรือคนไทยให้เป็นไทได้หลังจากที่ตกอยู่ใต้อานาจพม่า ดังที่เห็นได้จากบทไหว้ครูว่า “ศรีสวัสดิเดชะ ชนะราชอรินทร์ ยินพระยศเกริกเกรียง เพียงผกแผ่นฟากฟ้า หล้าล่มเลื่องชัยเชวง เกรงพระเกียรติระยอ ฝ่อใจห้าวบหาญ ลาญใจแกล้วบ่มิกล้า บอาตม์ค้าออกรงค์ บคงอาตม์ออกฤทธิ์ ท้าวทั่วทิศทั่วเทศ ไท้ ทุกเขตทุกด้าว น้าวมกุฎมานบ น้อมภพิภพมานอบ มอบบัวบาทวิบุล อดุลยานุภาพ ปราบดัสกรแกลน กลัว หัวหั่นหายกลายกลาด ดาษเต็มท่งเต็มดอน พม่ามอญพ่ายหนี...” (ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จพระ

มหาสมณเจ้า: 2515, หน้า 3) ทั้งนี้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรรส ได้ประพันธ์ขึ้น อย่างงดงามทั้งลีลา ถ้อยความที่สวยงาม และเนื้อหาที่อิงประวัติศาสตร์ ซึ่งเนื้อหาแสดงให้เห็นทางด้าน การปกครองในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชว่าพระองค์เป็นบุคคลที่มีความสามารถทางด้าน การทหารและมีความแยบยลในด้านการปกครองอาณาประชาราษฎร์ โดยใช้ธรรมะและอานาจอัน เข้มแข็งในการปกครอง ธรรมราชาในวรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย ธรรมราชา ในทางพุทธศาสนาหมายถึงพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระราชาแห่งธรรม ทรงเป็น เจ้าของธรรม ทรงเป็นใหญ่ในธรรมที่ตรัสรู้ และในทางวรรณคดี หมายถึง พระราชาผู้หลักธรรมในการ ปกครอง หรือพระราชาผู้ทรงธรรม เช่น พญามหาเจ้าจักรพรรดิราช เป็นต้น ทั้งนี้พระพุทธเจ้าและ พระราชาผู้ทรงธรรมทรงเป็นพระธรรมราชา (พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส : 2556) ดังนั้นธรรมราชา คือ พระมหากษัตริย์ต้องเป็นผู้ทรงธรรม เป็นพุทธมามกะ ช่วยทานุบารุงพุทธ ศาสนาและทรงยึดมั่นในหลักธรรมอีกด้วย ดังนั้นการยอพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในการ เป็นธรรมราชาจึงปรากฏหลักธรรมหรือคติของพระราชา เพื่อเป็นการยอพระเกียรติพระกษัตริย์ ซึ่ง พบว่าในลิลิตตะเลงพ่ายได้พบหลักธรรมดังต่อไปนี้ เช่น ทศพิธราชธรรม ราชสดุดี จักรวรรดิวัตร เป็น ต้น ทศพิธราชธรรมคือธรรมของผู้นา 10 ประการ ซึ่งเป็นหลักธรรมที่สาคัญของพระมหากษัตริย์ ปรากฏอยู่ใน มหาหังสชาดก ว่าเป็นกุศลธรรมที่ควรทา 10 ประการ และปรากฏเป็นหลัธรรมแรกใน ต้อนท้ายของวรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปกครองด้วยธรรมราชาดังนี้ (น้อมนิจ วิสุทธิธรรม : 2550) 1 ทานํ พระเปรมประฎิบัดิเบื้อง ทศธรรม์ ถ้วนแฮ ทานวัตรพัสดุสรรพ์ สิ่งให้ ทวยเถมอลมั่วหมู่พรร ณิพกพวก แคลนนา วันละวันตั้งไว้ หกห้างแห่สถาน ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 185) 1. การทาทาน สมเด็จพระนเรศวรพระราชทานพัสดุสิ่งของ หรือปัจจัยที่จาเป็นในการดารงชีวิต แก่ราษฎรผู้ยากไร้ โดยทรงตั้งโรงทานไว้ 6 แห่ง อย่างที่เรียกว่า “ฉทานศาลา” และทรงบริจาคของ เหล่านี้ให้ประชาชนทุกวัน

2 สีลํ เถลองการกุศลสืบสร้าง เบญจางค ศีลเฮย เนืองนิวัทธฤๅวาง ว่างเว้น บําเทองหฤทัยทาง บุญเบื่อ บาปนา แสวงสัคมัคโมขเร้น รอดรื้อสงสาร ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 185) 2. ศีล ทรงใส่ใจในการทรงศีล หรือการที่ทรงตั้งสังวรรักษาพระอาการ กาย วาจา ให้สะอาด ปราศจากโทษอันควรครหา พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และทรง แสวงหาทางหลุดพ้น คือ พระนิพพาน 3 ปริจฺจาคํ สมภารพระก่อเกื้อ การก ธรรมแฮ ชินสาศนุประถัมภก เพิ่มตั้ง จตุราปัจเยศยก บริจาค ออกเอย อวยแด่ชุมชีทั้ง ทั่วแคว้นแขวงสยาม ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 185) 3. บริจาค การพระองค์พระราชบริจาคไทยธรรม หรือสิ่งของที่พระราชทานให้เป็นประโยชน์ทั้ง แก่พระภิกษุสงฆ์ทุกอาราม 4 อาชฺชวํ พระงามอุชุภาพพร้อม ไตรพิธ ทวารเฮย กางกระมลภาสิต ซื่อซร้อง บําเพญเพ่อมสุจริต เจรอญสัตย สงวนนา สิ่งคดปลดเปลื้องข้อง แต่ครั้งฤๅมี ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 186) 4. อาชวะ ทรงรักษาความซื่อตรง ทรงมีพระราชอัฌชาสัย อันประกอบด้วยความซื่อตรง ดารง ในสัตย์สุจริต ทั้งกายวาจาใจ ไม่ทรงคิดลวง ประทุษร้ายโดยอุบายผิดยุติธรรม 5 มัทฺทวํ ปรานีมาโนชน้อม มฤธู

ในนิกรชนชู ชุ่มเผ้า พระเอื้อพระเอนดู โดยเที่ยง ธรรมนา อดโทษโปรดเกษเกล้า ผิดพลั้งสั่งสอน ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 186) 5. มัททวะ ทรงมีพระราชหฤทัยอ่อนโยน ทรงมีพระราชอัฌชาสัยอ่อนโยน ไม่ดื้อดึงถือพระองค์ แม้มีผู้ตักเตือนในบางอย่างด้วยความมีเหตุผลและความปรานี เมื่อผู้ใดกระทาผิดก็ทรงสังสอนด้วย ความเมตตา 6 ตปํ สังวรอุดโบสถสร้าง ประดิทิน มาศประมาณวารถวิล สี่ถ้วน อัษฏางศิกวิริยิน ทรียสงัด กามเอย มละอิศริยศุขล้วน โลกยซร้องสรเสริญ ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 186) 6. ความประพฤติตบะ ทรงมีความสารวมพระทัยมั่นในการยึดหลักอุ โบสถศีลทุก ๆ ธรรมสวณะ ทรงมีความพากเพียรในการรักษาศีลและทรงงดเว้นซึ่งกามคุณและโลกียสุขต่าง ๆ 7 อกฺโกธํ ทรงเจรอญมิตรภาพเพี้ยง พรหมนาน ทิศทศจรดทุกสถาน แผ่แผ้ว ชัคสัตว์เสพยสําราญ รมยทั่ว กันนา เย็นยิ่งจันทร์กานต์แก้ว เกอดน้ําฉ่ําแสง ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 187) 7. อักโกธะ ทรงแผ่จิตเมตาไปยังประชาชนคนทั้งปวงให้เกิดความสุขสันติ ด้วยทรงมีพระเมตตา อยู่เสมอ ไม่ทรงปรารถนาจะก่อภัย ก่อเวรแก่ผู้ใด โดยทรงมีจิตเมตตาดั่งพระพรหม หรือเรียกว่าพรหม วิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

8 อวิหึสัญจ เสดจแสดงยศเยือกหล้า แหล่งไผท เพื่อพระกรุณาใน เขตข้า บกอปบก่อไภย พิบัติเบียด เบียนเอย บานทุกหน้าถ้วนหน้า นอบนิ้วถวายพร ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 187) 8. อวิหิงสา ทรงไม่เบียดเบียน ด้วยทรงมีพระราชอัฌชาสัยกอปรด้วยพระราชกรุณา ไม่ทรง ปรารถนาจะก่อทุกข์แก่ผู้ใดและไม่ทรงเบียดเบียนอาณาด้วยเหตุทั้งปวง 9 ขนฺติ จ ถาวรอธิวาศน์ค้า ขันตี ธรรมฤๅ ดําฤษณ์วิโรธราคี ขุ่นข้อน เพญผลพุทธบารมี วิมุติศุข แสวงนา เนืองโลกยโศกเสื่อมร้อน สิ่งร้ายฤๅพาล ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 187) 9. ขันติ ทรงมีความอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์อันเป็นเหตุให้เสียประโยชน์ ทรงละทิ้งกิเลสทั้ง ปวง และทรงแสวงหาความสุขในธรรม 10 อวิโรธนํ พระญาณยลเยี่ยงเบื้อง โบราณ รีตนา ในนิตยราชสาตรสาร สืบไว้ บแปรประพฤติพาล แผกฉบับ บูรฑ์เฮย โดยชอบกอบกิจไท้ ธเรศตั้งแต่ปาง ฯ (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 188) 10. อวิโรธนะ ความประพฤติไม่ผิด คือ ทรงมีความเที่ยงตรงในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ตามแบบแผนได้ไม่ผิดเพี้ยน หรือไม่ประพฤติผิดในขัตติยราชประเพณีและทรงดารงอยู่ในพระราชจริยา วัตรของพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

ต่อจากนั้นกวีได้ยก “ ราชสดุดี 5 ข้อ” เพื่อพรรณนาให้เห็นถึงความเป็นธรรมราชาของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชว่า 1. การบูชาด้วยข้าวกล้า เกษตรกรผู้ใดขาดแคลนข้าวกล้า โค ไถ ก็พระราชทานให้ทั่วถึงกัน โดย เรียกผลประโยชน์เป็นของหลวงเพียงหนึ่งในสิบ 2. การบูชาบุรุษ ทรงทานุบารุงเสนาข้าราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน โดยทรงมียศศักดิ์ตาม สมควรและพระราชทานเบี้ยหวัดปีละสองครั้ง 3. บ่วงอันชอบ พ่อค้าคนใดขาดแคลนทุนรอนก็พระราชทานให้โดยมีข้อแม้ว่า เมื่อครบกาหนด 3 ปี ให้นาเงินมาคืน 2 เท่า 4. วาจาเป็นที่รัก พระองค์ทรงมีวาจาอ่อนหวาน ต่อเสนาข้าราชการทั้งปวง 5. การไม่มีลิ้มสลักคือไม่ใส่กลอนประตู ซึ่งหมายความว่าผู้คนมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน นอกจากนี้สมเด็จพระนเรศวรยังมีความเพียรในการประพฤติ “จักรวรรดิวัตร 12 ประการ” ดังนี้ 1. ทรงเป็นจักรวรรดิวัตรในชนภายในและภายนอก 2. ทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่บรรดากษัตริย์ทุกแดน 3. ทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่พระบรมวงศานุวงศ์ 4. ทานุบารุงนักปราชญ์และคหบดี 5. ทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แก่อาณาประชาราษฎร์ 6. ทานุบารุงสมณชีพราหมณ์ 7. ห้ามผู้คนเบียดเบียนสัตว์ 8. ห้ามสิ่งที่ไม่ เป็นธรรม 9. การบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้ 10. การศึกษาหาความรู้จากสมณพราหมณ์ 11. ละความ กาหนัด 12. ละความโลภทั้งหลาย จะเห็นได้ว่าหลักปฏิบัติของราชสดุดีและจักรวรรดิวัตร เป็นข้อปฏิบัติย่อยที่แยกมาจาก ทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมอันสาคัญของธรรมราชาที่จะต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ เกิดความศรัทธาจากอาณาประชาราษฎร์และเป็นการสร้างบุญกุศลเพื่อที่จะสร้างความร่มเย็นให้กับ บ้านเมืองและองค์พระมหากษัตริย์ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ยังแสดงให้เห็นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเสมือนพุทธเจ้าที่มาช่วยปราบมาร จนได้รับชัยชนะ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ชัดว่าอาณาประชาชนมองว่าพระมหากษัตริย์เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะ ตรัสรู้ในอนาคตจึงได้เปรียบพระมหากษัตริย์และวีรกรรมของพระมหากษัตริย์เป็นเช่นเดียวกันกับ พระพุทธเจ้า (ชลดา เรืองรักษ์: 2538) ดังที่สมเด็จพระวันรัตได้กล่าวสรรเสริญสมเด็จพระนเรศวรว่า “...พระตรีโลกนาถแผ้ว เผด็จมาร เฉกพระราชสมภาร พี่น้อง เสดจไร้พิริยราญ อิรนาศ ลงนา เสนอพระยศยินก้อง เกียรดิท้าวทุกพาย...” (ลิลิตตะเลงพ่าย : 2515, หน้า 163)

จากที่ได้กล่าวมาทาให้เห็นว่าการปกครองของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้นยึด ทศพิธราชธรรมเป็นหลักในการปกครอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรนั้นเป็นธรรมราชาที่ ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ เทวราชาในวรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย การแต่งวรรณกรรมยอพระเกียรติกวีต้องสร้างให้พระมหากษัตริย์ไม่ใช่บุคคลธรรมดาสามัญ กล่าวคือ วรรณกรรมสมัยอยุธยาจะระบุชัดเจนในเรื่องของความเป็น “เทวราชา” (เสาวณิต วิงวอน: 2538) แต่ส่วนในเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย ต้องทาความเข้าใจว่าผู้แต่คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม พระปรมานุชิตชิโนรส ซึงเป็นนักบวชหรือพระในพระพุทธศาสนา จึงมีการสอดแทรกความเป็นเทวราชา ลงไปบ้างแต่ไม่ค่อยชัดเจน เช่นในตอนที่กล่าวว่าเทพยดาอัญเชิญให้สมเด็จพระนเรศวรเสด็จพระราช สมภพ แต่ไม่บอกว่าเทวดาองค์ใด ดังที่กล่าวว่า “...ซึ่งแสร้งรังสฤษฏ์ให้ มาอุบัติ ในประยูรเศวตฉัตร สืบเชื้อ หวังผดุงบวรรัตน ตรัเยศ ยืนนา ทํานุกพระศาสน์เกื้อ ก่อสร้างแสวงผล ฯ....” (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 143) ในลัทธิเทวาราชากษัตริย์ไม่เพียงกาเนิดมาจากเทพเหนือคนปกติเท่านั้นแต่พระมหากษัตริย์ใน ลัทธิเทวราชาจะต้องมีความพิเศษนอกเหนือจากที่มนุษย์ปกติทาได้ เช่น ในตอนที่สมเด็จพระนเรศวร ทรงช้างชื่อ เจ้าพระยาไชยานุภาพเข้าไปในวงล้อมข้าศึก เกิดฝุ่นละอองคลุ้งไปทั่วทาให้สมเด็จพระ นเรศวรไม่สามารถมองเห็นข้าศึกได้ พระองค์จึงได้อื้นพระโอษฐ์ขอความช่วยเหลือแก่เทวดา ทันใดนั้นก็ เกิดลมพายุขนาดใหญ่พัดเอาฝุ่นละอองออกจนหมดทาให้สามารถมองเห็นพระมหาอุปราชและได้..... อัญเชิญมาการกระทายุทธหัตถี ดังที่ปรากฏว่า “...ภูวไนยผายโอษฐ์อื้น โชยงการ แก่เทพยทุกถิ่นสถาน ฉะนี้ โสฬศพรหมพิมาน กมลาศน์ แลนา เชอญช่วยชุมโสตรซั้น สดับถ้ยตูแถลง ฯ...” “....กลใดไป่ช่วยแผ้วนภา ดลฤๅ ใสสระสว่างว่าธุมา มืดม้วย มลักเลงเหล่าพาธา ทวยเศิก สมรแฮ เหนตระหนักเนตรด้วย ดั่งนี้แหนงฉงาย ฯ

ภอวายวรกายวากยอ้าง โอษฐ์พระ ดาลลมหาวาตะ ตื่นฟ้า ทรหึงทรหวลพะ พานพัด หาวแฮ หอบธุมาจางจ้า จรัศด้าวแดนสมร ฯ...” (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 143 - 144) นอกจากจะสามารถทาสิ่งที่เหนือมนุษย์ได้แล้ว พระมหากษัตริย์จะต้องมีเหตุการณ์ที่เหนือจริง เพื่อแสดงให้เห็นบุญญาบารมีของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น เช่น ในลิลิตตะเลงพ่ายตอนที่สมเด็จพระ นเรศวรจะออกรบ เกิดปรากฏการณ์ที่เป็นการเสริมบุญบารมีของพระมหากษัตริย์พระธาตุเสด็จใน ลักษณะของการเวียนทักษิณาวัตรรอบกองทัพ ดังที่ได้กล่าวว่า “...สองขัติยายูรยาตร ยังเกยราชหอทัพ ขุนคชขับช้างเทียบ ทวยหาญเทียบแผ่นภู ดูมหิมาดา ดาษ สรพราศพร้อมโดยขบวร องค์อดิศวรสองกระบัตร คอยนฤขัตพิไชย บัดเดี๋ยวไททฤษดี พระศรีสา ริกธาตุ ไขโอภาษโสภิศ ช่วงชวลิตพ่างผล ส้มเกลี้ยงกลมกุก่อง ฟ่องฟ้าฝ่ายทักษิณ ผินแวดวงตรงทัพ นับคํารบสามครา เปนทักษิณาวัฎเวียน หว้ายฉวัดเฉวียนอัมพร ผ่าอุดรโดยด้าว พลางบพิตรโทท้าว ท่านตั้งสดุดี อยู่นา...” (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 87) ทั้งยังเกิดปรากฏการณ์สุริยะทรงกรดหรือสุริยะประภาทรงกรด ซึ่งแสดงให้เห็นบุญญาบารมี ของสมเด็จพระนเรศวรว่าเป็นสมมติเทพเสด็จพระราชสมภพนั้นเอง ในขณะยกทัพถึงสมรภูมิหนอง สาหร่ายเกิดเหตุอัศจรรย์ดังนี้ “...เสรจธกลับทรงช้างสาร แลนา คลี่พลหาญด่วนเดอร แลนา ดําเนอรในมรรคา แลนา สุริย ประภาทรงกลด จนกําหนดบ่ายควาย ชายสามนาฬิกาเสศ ถับถึงประเทศหนองสาหร่าย...” (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 91) ประการสุดท้ายการที่พระนเรศวรถูกนาไปเปรียบเทียบกับเทพเจ้า เพื่อแสดงให้เห็นถึงกริยาที่ สง่างามอย่างสมมติเทพ บางครั้งจะเห็นการเปรียบพระนเรศวรและพระเอกาทศรถว่าเป็นพระรามกับ พระลักษณ์ ซึ่งเป็นเชิงสัญลักษณ์ กล่าวคือ พระรามเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับพระรามก็หมายถึงการเปรียบเทียบพระนเรศวรกับพระนารายณ์ ดังร่ายสุภาพ ต่อไปนี้

“...พลางสองกระษัตรสวมทรง อลงกฎกาจนมกุฏ แสงเพชรผุดพุ่งแพร้ว แก้วเก้วกอบแกมมาศ นาดกรกราทายธนู ดูสองเจ้าจอมสยาม เฉกลักษณ์รามรอนราพณ์ ปราบอเรนทร์ทุกด้าว พลางบพิตร โทท้าว ท่านเยื้องยังฉนวน น้ํานา...” (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 79) เปรียบพระนเรศวรและพระเอกาทศรถว่าเป็นพระอิศวรและพระอินทร์ดังที่พรรณนาว่า “...มหิศวรสิงราชเจ้า จักพาฬ เถลองสมุทพิมาน มาศย้อม เฉกไพรชยนต์สถาน ทิพยอาศย์ อินทร์เอย แก้วก่องทองเถือกพร้อม เพรอศพร้อยพรายแสง ฯ...” (ลิลิตตะเลงพ่าย: 2515, หน้า 80) จะเห็นได้ว่าเทวราชาในวรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายจะไม่ค่อยเด่นชัดมากเท่าใดแต่ก็แสดงให้ เห็นว่าความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูได้เข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศไทยจนส่งผลต่อวรรณกรรม ในสมัยนั้น จนเข้าไปสู่งานขั้นสูงอย่างวรรณกรรมยอพระเกียรติ ธรรมราชาและเทวราชาในวรรณคดีลิลิตตะเลงพ่ายเป็นกลวิธีที่กวีนาความเชื่อทางด้านศาสนา พุทธและพราหมณ์-ฮินดูมาผสมผสานให้เกิดเป็นวรรณกรรมยอพระเกียรติที่ทรงคุณค่าทั้งทางด้าน ประวัติศาสตร์ สุนทรีย์ และภาษา ซึ่งกลวิธีดังกล่าวทาให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นต้นแบบของ การปกครองแบบราชาหรือกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบ กล่าวคือเหมาะสมในด้านนิตินัยและพฤตินัย ทาให้ พระนเรศวรมหาราชวีรกกัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นกษัตริย์ต้นแบบของปวงชนชาวไทย

บรรณานุกรม ชูศักดิ์ ศุกรนันทน์. (2553). ความเป็นวีรบุรุษของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช: มุมมองจากมหากาพย์ เรื่องลิลิตตะเลงพ่าย. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 29 (2), 155 – 166. ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต. คติเรื่องพุทธราชาในวรรณคดีไทย. ใน: ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2538). วรรณกรรม – ศิลปะสดุดี. กรุงเทพมหานคร : แสงแดด. 57 – 65. นิจ วิสุทธิธรรม. (2550). วรรณกรรมกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส. พิมพ์ครั้งที่ 7 กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยราคาแหง ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า. (2515). ลิลิตตะเลงพ่าย. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพมหานคร : ศิลปาบรรณคาร พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, (2556). ธรรมราชา. ค้นเมื่อ 25 มกราคม 2557. จาก http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=1703&menutype=1&articlegro up_id=278 เสาวณิต วิวอน. เทวราชาและธรรมราชาในวรรณกรรมยอพระเกียรติ. ใน: ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2538). วรรณกรรม – ศิลปะสดุดี . กรุงเทพมหานคร: แสงแดด. 57 – 65.

Add a comment

Related presentations

Related pages

พระพุทธชินบพิตร 2515 [ตลาดใหญ่™]

ธรรมราชาและเทวราชาในวรรณคดีลิลิตตะเลงพ่าย ชิน ...
Read more

สุนทรียรสในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนฆ่านางวันทอง

สุนทรียรสในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนฆ่านางวันทอง
Read more