advertisement

สัพพัญญุตญาณ พื้นที่ความรู้แจ้งในไตรภูมิพระร่วง

82 %
18 %
advertisement
Information about สัพพัญญุตญาณ พื้นที่ความรู้แจ้งในไตรภูมิพระร่วง
Education

Published on March 10, 2014

Author: chinnakornwt608

Source: slideshare.net

advertisement

สัพพัญญุตญาณ : พื้นที่ความรู้แจ้งในไตรภูมิพระร่วง ชินกร ปะวันเนย์1 Chinnakorn Pawannay บทคัดย่อ บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นการเปรียบเทียบเทียบพื้นที่ความหมายของคาว่าสัพพัญญุตญาณใน ระบบความหมายของทางพระพุทธศาสนาและความหมายของสัพพัญญุตญาณในวรรณกรรมเรื่องไตร ภูมิพระร่วงว่าเตกต่างกันอย่างไร ผลการศึกษาพบว่าการตีความหมายของสัพพัญญุตญาณในไตรภูมิ พระร่วงมีความหมายแคบกว่าการให้ความหมายทางพระพุทธศาสนา กล่าวคือในวรรณกรรมเรื่องไตร ภูมิพระร่วงสามารถตีความหมายของสัพพัญญุตญาณได้สองประเด็น คือ จุตูปปาญาณ ความรู้ในจุติ และอุบัติของสัตว์โลกได้ ซึ่งสามารถเห็นกรรมหรือหยั่งรู้อนาคตและอดีตของสัตว์เหล่านั้นได้ และอาส- วักขยญาณ ความรู้ในการกาจัดอาสวะให้สิ้นไป คือการรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ทั้งสิ้น จน สามารถหลุดพ้นจากิเลสทั้งปวงได้ไม่ติข้องในภูมิทั้ง 3 อันได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ซึ่งความ เป็นสัพพัญญูตามแนวคิดของพุทธศาสนาต้องประกอบด้วย 3 ประการ คือบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกถึงขันธ์ที่เกิดในอดีตได้ คือ การระลึกชาติของตนได้ไม่จากัดภพชาติ จุตูปปา ญาณ และอาสวักขยญาณ ซึ่งเป็นความหมายของสัพพัญญุตญาณตามพระไตรปิฎก แต่ในวรรณกรรม ไตรภูมิพระร่วงทาให้เห็นว่าสัพพัญญุตญาณนั้นมีความหมายแคบลง คาสาคัญ : สัพพัญญุตญาณ ญาณ ภูมิ บทนา หนังสือไตรภูมิพระร่วง หรือ ไตรภูมิเตมิกถา เป็นหนังสือวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ เก่าแก่เล่มหนึ่งของไทยมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งใช้ในการเผยแพร่แนวคิดทางพระพุทธศาสนา เช่น จัก วาลวิทยา การเกิดโลก การเกิดของสิ่งมีชีวิต และบาป-บุญ ซึ่งทาผู้อ่านเกิดความหวาดกลัวในสร้าง บาป และเร่งขนขวยในการทาบุญเพื่อสร้างกรรมดีอันจะทาให้ชีวิตเกิดความสุขในอนาคตข้างหน้า อย่างไรก็ตามแนวคิดสาคัญที่เป็นจุดมุ่งหมายของไตรภูมิพระร่วง คือ ชี้ให้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดใน วัฏสงสารนั้นไม่มีความจริงแท้แน่นอนและมิใช่หนทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง แต่ทางแห่งความหลุดพ้นที่ แท้จริงและยั่งยืน คือ นิพพาน อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา 1 นักศึกษาสาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ความไม่รู้หรืออวิชาในความไม่เที่ยงแท้ของ 3 ภูมิ ทาให้สัตว์ทั้งหลายยังต้องวนเวียนในภพ ภูมิ ชาติ ชรา และมรณะ อันเป็นสังสารวัฏที่ผู้ที่ยังติดข้องในกามยังต้องวนเวียนข้องเกี่ยวอยู่ในภูมิทั้ง 3 มิ สามารถบรรลุสู่ความสุขอันเที่ยงแท้ของพระนิพพานได้ ด้วยความไม่รู้นี้เองทาให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียน ว่ายตายเกิดหลายภพหลายชาติ เพื่อใช้กรรมที่ตนเองได้กระทาไว้ ดั้งนั้นเพื่อการกาจัดชาติ ชรา และ มรณะให้สิ้นไปเหล่าปุถุชนทั้งหลายจึงจาเป็นต้องขจัดความไม่รู้ออกจากจิตเพื่อให้เข้าสภาวะอันเป็นผู้รู้ ทั่วและไม่ยึดติดกับสภาวะที่รู้ อันจะนาไปสู่พระนิพพานอันเป็นเป้าหมายแห่งพระพุทธศาสนาอันแท้จริง การหยั่งรู้ความจริงในไตรโลกย์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะแต่พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ทรงด้วยญาณ ของพระองค์เอง แม้แต่เหล่าพระอรหันตาขีณาสพทั้งหลายยังมิสามารถบรรลุความจริงใน 3 ภูมิ ได้ หมดแม้แต่เพียงรูปเดียว เพราะความรู้นี้เป็น “ปัจจัตตัง” คือ รู้เฉพาะพระองค์เท่านั้น ซึ่งพระพุทธองค์ ทราบอย่างแจ่มแจ้งไร้ข้อกังขาและข้อสงสัยอื่นใด ไตรภูมิพระร่วงที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทราบ ซึ่งเป็น แนวทางแห่งพระนิพพาน สัพพัญญุตญาณ สิ่งที่ทาให้พระพุทธองค์ทราบโดยพระองค์เองในความเกิดดับทั้ง 3 ภูมิ รู้ทั่ว ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อการกาหนดรู้และการทาให้สิ้นกิเลสอาสวะทั้งหลายที่ยังข้องเกี่ยวให้ สิ้นไปและไม่บังเกิดอีกในจิตของพระองค์อันเป็น “จิตแห่งพุทธะ” คือผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ หรือ สัพพัญญ พุทธเจ้า แปลว่า ผู้ตรัสรู้ธรรมด้วยพระองค์เอง ดังนั้นความรูแจ้งที่พระพุทธองค์ได้แจ้งแก่จิตของ พระองค์แล้วได้ระบุไว้ในเนื้อหาของไตรภูมิพระร่วงอย่างไร เพื่อเป็นการทาแจ้งซึ่งกิเลศอาสวะแห่ง ปุถุชนทั้งหลายท่านได้อรรถาธิบายความเป็น “สัพพัญญุตญาณ” ไว้ดังนี้ สัพพัญญุตญาณ ตามความหมายรากศัพท์ในพจนานุกรมได้กล่าว่า สัพพัญญู [สับ] น. ผู้รู้ทุก สิ่งทุกอย่าง ผู้รู้ทั่ว พระนามพระพุทธเจ้า. (ป.). (ราชบัณฑิตยสถาน : 2542) ส่วนคาว่า ญาณ ญาณ- [ยาน ยานะ- ยานนะ-] น. ปรีชาหยั่งรู้หรือกาหนดรู้ที่เกิดจากอานาจสมาธิ ความสามารถหยั่งรู้เป็น พิเศษ. (ป. ส. ฌาน).[ยาน ยานะ- ยานนะ-] น. ปรีชาหยั่งรู้หรือกาหนดรู้ที่เกิดจากอานาจสมาธิ ความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษ. (ป. ส. ฌาน). ดังนั้น สัพพัญญุตญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้หรือกาหนดรู้ที่ เกิดจากอานาจสมาธิในทุกสิ่ง พุทธรักษ์ ปราบนอก (2556) ได้ให้ความหมาย สัพพัญญุตญาณ ว่ามาจากรากคาศัพท์ภาษา บาลี 3 คา ได้แก่ 1. สัพพ หมายถึง ทั้งปวง ทั่วไป ทั้งหมด 2. ญุต หมายถึง รู้แล้ว ทราบแล้ว (รากศัพท์ คือ ญา ธาตุ + ต ปัจจัย กิริยากิตก์ แปลว่า รู้แล้ว แล้ว ซ้อน ญ เข้ามา) 3. ญาณ หมายถึง ความรู้ยิ่ง ดังนั้น สัพพัญญุตญาณ ตามความหมายตามรากศัพท์จึงหมายถึง ความรู้ในสิ่งทั้งปวงด้วยตนเอง ในเนื้อความไตรภูมิพระร่วงได้กล่าวถึงความเป็น สัพพัญญุตญาณในอสุรกายภูมิหนึ่งไว้เพียง หนึ่งวรรค ดังนี้ “ในกาลนั้นพระสัพพัญํูเจ้าผู้เป็นโลกวิทู” (พระญาลิไท, 2554 : 60) ดังนั้นความเป็น

สัพพัญญุตญาณ จึงหมายถึง โลกวิทู ซึ่งโลกวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้แจ้งโลก คือทรงรู้แจ้งในสภาวะอันเป็น คติ (ที่ไปเกิด) ธรรมดาแห่งโลก คือ สังขาร ทั้งหลาย ทรงหยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตว์โลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอานาจคติธรรมโดยถ่องแท้ เป็นเหตุให้ทรงดาเนินพระองค์เป็นอิสระ พ้นจากอานาจ ครอบงาแห่งคติอันธรรมดานั้นและทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกนั้น (นิตย์ จารุศร : 2550) สัพพัญญุญาณ แห่งพระพุทธเจ้านั้นคือความหยั่งรู้ ซึ่งประกอบด้วย 3 ประการ ดังนี้ (นิตย์ จารุศร : 2550) 1 . บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้เป็นเหตุให้ระลึกถึงขันธ์ที่เกิดในอดีตได้ คือ การ ระลึกชาติของตนได้ไม่จากัดภพชาติ 2. จุตูปปาญาณ ความรู้ในจุติและอุบัติของสัตว์โลกได้ เรียกว่า ทิพพจักขุญาณ หรือ ทิพยจักษุญาณ ซึ่งสามารถเห็นกรรมหรือหยั่งรู้อนาคตและอดีตของสัตว์เหล่านั้นได้ 3. อาสวักขยญาณ ความรู้ในการกาจัดอาสวะให้สิ้นไป คือการรู้ธรรมเป็นเครื่องออก จากทุกข์ทั้งสิ้น จนสามารถหลุดพ้นจากิเลสทั้งปวงได้ไม่ติข้องในภูมิทั้ง 3 จากความหมายข้างต้น สัพพัญญุตญาณ หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้ ข้อปฏิบัติที่จะนาไปสู่ คติ (ที่ไป เกิด) ทั้งปวง คือ สุคติ ทุคติ หรือพ้นจากคติ รู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทา อะไรบ้าง มีรายละเอียดและวิธีการปฏิบัติอย่างไร สัพพัญญุตญาณในไตรภูมิพระร่วง หมายถึง การหยั่งรู้ด้วยจุตูปปาญาณ คือความรู้ในจุติและ อุบัติของสัตว์โลกได้ ซึ่งเป็นการบรรยายให้เหล่าปุถุชนทราบว่าการเข้าถึงคติต่างๆ นั้นย่อมเกิดแต่ผล กรรมของผู้นั้น ซึ่งพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยการ เกิด ดารงอยู่ และกับไปของสิ่งเหล่านั้นย่อมวนเวียน เกิดทุกข์และสุขอยู่เช่นนั้น หากยังมิได้พ้นไปจาก 3 ภูมิ ซึ่งมิได้มีภูมิใดที่จีรังยังยืนเลยแม้แต่ภูมิเดียว ทุก ภูมิล้วนแต่เกิดดับดังจะได้พรรณนาให้เห็นชัดถึงความเป็นสัพพัญญูของพระพุทธองค์ที่ทรงหยั่งรู้ด้วย พระญาณ ในปรีชาญาณของพระพุทธองค์ตามความในไตรภูมิพระร่วง คือทรงหยั่งทราบความเป็นไปของ ทั้ง 3 ภูมิ อันได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเกิดการดารงอยู่ การสูญสลาย และ เหตุแห่งการเกิดในคตินั้น ว่าเกิดด้วยกิเลส (โลภ โกรธ หลง) กรรม และวิบาก ดังนี้ กามภูมิ คือภพของสัตว์ที่ยังเสพกามคุณอยู่ ซึ่งเป็นที่เกิดแห่งสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ และเทวดา อันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ภูมิ คือ อบายภูมิ 4 หรือบาย 4 (ทุคติภูมิ) และกามสุคติภูมิ 7 ซึ่งสามารถแจก แจงให้พิสดารได้ดังนี้ 1. อบายภูมิ 4 หรื อบาย 4 (ทุคติภูมิ) ภูมิกาเนิดที่ปราศจากความเจริญ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ภูมิ ดังนี้ (มะลิวัลย์ บูรณพัฒนา : 2543) 1.1 นรกภูมิ เป็นที่เกิดของสัตว์บาป อันจะไม่มีความสุขความเจริญ อันว่าที่ตั้งของนรก ภูมินั้นมีเฉพาะอยู่ใต้ชมพูทวีปเท่านั้น เพราะมนุษย์ชอบก่อกรรมทาเข็ญ ซึ่งลักษณะของนรกใหญ่นี้มี 8

ขุม แต่ละขุมมี 4 ทิศ แต่ละทิศมีนรกบ่าวด้านละ 4 ขุม รวมนรกบ่าวทั้งสิ้น 128 ขุม และรวมนรกใหญ่ อีก 8 ขุม รวมทั้งสิ้นนรกภูมิมีทั้งหมด 136 ขุม ซึ่งในไตรภูมิพระร่วงได้พรรณาถึงลักษณะของนรกไว้ ดังนี้ ...นรกใหญ่ 8 อันนั้นมีนรกใหญ่อยู่รอบแล 16 อันอยู่ทุกอันแลอยู่ละด้าน 4 อันแล นรกบ่าว 4 ฝูงนั้นยังมี นรกเล็กน้อยอยู่รอยนั้นมากนักจะนับบมิถ้วนได้เลย ประดุจที่บ้าน ๆ นอกและในเมือง ๆ มนุษย์เรานี้แล ฯ ฝูงนรกบ่าวนั้นโดยกว่างได้แล 10 โยชน์ทุกอันแล ฝูงนรกบ่าวนั้นอีกนรกหลวงได้ 13 อัน แต่นรกใหญ่ 48 อันนั้นหายมบาลอยู่นั้นบมิได้ไส้ ที่ยมบาลอยู่นั้นแต่ฝูงนรกบ่าวและนรกเล็กทั้งหลายฯ หากมียมบาล อยู่ไส้ แต่ฝูงนรกบ่าวมียมบาลอยู่ดังนั้นแลเรียกชื่อว่าอุสุทธนรกผู้ 4 อันเป็นยมบาลดังนั้น เมื่ออยู่เมืองคน บาปเขาก็ได้ทาบุญ เขาก็ได้ทา ปางเมื่อตายก็ได้ไปเกิดในนรกนั้น 1และมียมบาลฝูงอื่นมาฆ่าฟ๎นพุ่งแทง กว่าจะถ้วน 15 วันนั้นแล้วจึงคืนมาเป็นยมบาล 15 วัน เวียนไปเล่าเวียนมาเล่าดังนั้นหึงนานนัก... (พระญาลิไท : 2554) สัตว์นรก 8 ขุมใหญ่นั้นจะมีเหตุการณ์เกิดที่แตกต่างกันแล้วแต่บุพกรรม ดังนั้นเการเกิด การ ดารงอยู่ และการละจากนรกภูมิมีเวลาแตกต่างกัน ตามที่กรรมของตนได้ทาไว้ต่อไปนี้ 1. สัญชีพนรก เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์นั้น เป็นคนใจบาป ย่อมฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สัตว์สองเท้าและสี่เท้า ฆ่าด้วยตนเองบ้าง และใช้คนอื่นฆ่าบ้าง เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว อกุศลกรรมเหล่านี้จึงพามาให้บังเกิดในนรกขุมนี้ ย่อมถูกเพลิงเผา ถูกหั่น ถูกเชือดเฉือนจนได้รับทุกข์ โทษอันแสนสาหัสจนขาดใจตายก็กลับมีชีวิตขึ้นมาเสวยทุกข์โทษต่อไปอีก สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุได้ 500 ปีนรก หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้ เทียบได้กับเก้าล้านปีในเมืองมนุษย์ 2. กาลสุตตนรก เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์นั้น ประทุษร้าย บิดา มารดา มิตรทั้งหลาย ผู้มีพระคุณ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วอกุศลกรรมเหล่านี้จึงพามาให้บังเกิดในนรกขุมนี้ ถูกเลื่อย ถูกฟันตามแนวด้ายดาที่ทาไว้ตามร่างกายของสัตว์นรก สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุได้ 1,000 ปีนรก หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้ เทียบได้กับ สามสิบหกล้านปีในเมืองมนุษย์ 3. สังฆาฏนรก เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ฆ่าสัตว์ต่าง ๆ เป็นประจา ทารุณสัตว์ โดยขาดความเมตตากรุณา เมื่อสิ้นชีวิตแล้วอกุศลกรรมเหล่านี้จึงพามาให้ บังเกิดในนรกขุมนี้ ย่อมถูกภูเขาเหล็กแดงบดขยี้ตามร่างกาย ให้ได้รับทุกขเวทนาอยู่ตลอดเวลาไม่ ว่างเว้น สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุได้ 2,000 ปีนรก หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้ เทียบได้กับ หนึ่งร้อยสี่ สิบห้าล้านปีในเมืองมนุษย์ 4. โรรุวนรก เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติบังเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ย่อมกระทาความ เดือดร้อนกายและใจแก่สัตว์ทั้งหลาย บางตนพิพากษาความไม่ยุติธรรม บางคนชอบรุกที่บ้านและสวน ไร่นาของผู้อื่นมาเป็นของตน บางคนเคยคบหาภรรยาของผู้อื่นแล้วก็ฆ่าสามีเขาให้ตายเสียเพื่อเอา ภรรยาเขามา บางคนเคยเป็นหญิงใจไม่ดี มีสามีแล้วกลับมีชู้ แล้วฆ่าผัวตัวให้ตาย บางคนเคยฉ้อโกง

หรือเบียดบังทรัพย์สมบัติที่เขาอุทิศถวายพระสงฆ์ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วอกุศลกรรมเหล่านี้จึงพามาให้บังเกิด ในนรกขุมนี้ ย่อมถูกเปลวไฟนรกเผาไหม้เข้าไปตามทวารทั้งเก้า ทาให้เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสต้องร้องไห้ครวญ ครางอยู่ตลอดเวลา สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุได้ 4,000 ปีนรก หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้ เทียบได้ กับ ห้าร้อยเจ็ดสิบหกล้านปีในเมืองมนุษย์ 5. มหาโรรุวนรก เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติบังเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ทา โจรกรรม ปล้นขโมยสิ่งของต่าง ๆ ของพระสงฆ์ ของพ่อแม่ ของครูอาจารย์ และของผู้อื่น มีใจโหดร้าย ตัดศีรษะสัตว์และมนุษย์ด้วยอานาจความโกรธ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วอกุศลกรรมเหล่านี้จึงพามาให้บังเกิดใน นรกขุมนี้ ย่อมถูกกลุ่มควันอันแสนแสบพุ่งเข้าตามทวารทั้งเก้า ทาให้เร่าร้อนเจ็บแสบอย่างสาหัส จึง ต้องส่งเสียงร้องครวญคราง สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุได้ 8,000 ปีนรก หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้ เทียบได้กับ สองพันสามร้อยสี่ล้านปีในเมืองมนุษย์ 6. ตาปนรก เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติบังเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ทาการเผาล้าง ป่า ฆ่าสัตว์ทั้งหลายให้ตายเป็นจานวนมาก เมื่อสิ้นชีวิตแล้วอกุศลกรรมเหล่านี้จึงพามาให้บังเกิดในนรก ขุมนี้ ย่อมได้รับทุกข์โทษหมกไหม้ในกองเพลิงอย่างเร่าร้อนตลอดเวลา สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุได้ 16,000 ปีนรก หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้ เทียบได้กับ เก้าพันสองร้อยสามสิบหกล้านปีในเมืองมนุษย์ 7. มหาตาปนรก เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติบังเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ย่อม ประกาศความเห็นผิดของตนว่า กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลไม่มี มีความยึดถือความเห็นว่าขาดสูญ ทา ให้หมู่สัตว์ทั้งหลายเดือดร้อน เมื่อสิ้นชีวิตแล้วอกุศลกรรมเหล่านี้จึงพามาให้บังเกิดในนรกขุมนี้ย่อมถูก เพลิงอันเร่าร้อนอย่างยิ่งตลอดเวลา สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุยืนยาวมากนัก จะนับเป็นปีเดือนนรก นั้นมิได้เลย นับเป็นกัลป์ได้กึ่งกัลป์ 8. มหาอเวจีนรก เหล่าสัตว์ที่มาอุบัติบังเกิดในนรกขุมนี้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้ทา ปัญ จานันตริยกรรม คืออกุศลกรรม 5 อย่าง ได้แก่ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตตุปบาท สังฆ เภท สัตว์นรกอยู่ในระหว่างเปลวไฟอยู่ตลอดเวลา สัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้มีอายุยืนยาวมากน ไม่ สามารถจะนับเป็นเดือนนรกได้เลย นับเป็นกัลป์ได้หนึ่งกัลป์ นอกจากนี้ความเป็นสัพพัญญูถึงโลกันตนรก อันเป็นนรกที่อยู่นอกจักวาล มีสภาพมืดมนอยู่ ตลอดกาล จะเกิดแสงสว่างขึ้นก็ต่อเมื่อ “ถ้าและว่าต่อเมื่อใดโพธิสัตว์ผู้จะลงมาอุบัติตรัสแก่สัพพัญํุต ญาณ และเมื่อท่านเสด็จลงไปเอาปฏิสนธิในครรภ์พระมารดานั้นก็ดี แลเมื่อท่านสมภพจาตุโกรธรนั้นก็ดี แล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สัพพัญํุตญาณนั้นก็ดีแล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาพระธรรมจักรนั้นก็ดี แล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่นิพพานนั้นก็ดี ในกาล 5 ที่นี้ในโลกันตนรกนั้นจึงได้เห็นหนแท้นักหนา คน ซึ่งอยู่ในนรกนั้นจึงได้เห็นกัน” สัตว์ที่เกิดในโลกันตนรกนี้มีร่างกายใหญ่โตเล็บเมือเล็บเท้ายาวเกาะอยู่ที่ กาแพงจักรวาล เหตุที่ได้เกิดในโลกัตนรกนั้น เพราะทาทารุณต่อบิดามารดา สมณพราหมณ์ ผู้ทรง ธรรมและกรรมที่สาหัสอย่าอื่น เช่น ฆ่าสัตว์ทุกวัน เป็นต้น ต้องทนทุกขเวทนาชั่วหนึ่งพุทธันดรกัลป์

นรกภูมิเป็นคติที่มนุษย์ที่ทากรรมที่ผิดศีลธรรม เกิดจากเหตุ 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งทาให้ไปเกิดในแดนนรก ทั้งนี้ผู้ที่เกิดในนรกไม่ว่าจะทาบาปด้วยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี แล้วจะต้อง ได้รับผลของกรรมย่อมมาสู่เมืองนรกเพื่อรับใช้กรรมที่ตนกระทาไว้ เช่น “สุนักขนรก คนผู้ใดกล่าวคา ร้ายแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศีล และพ่อแม่และผู้เฒ่าผู้แก่ครูบาทยาย คนผู้นั้นตายไปเกิดในนรกอันชื่อว่าสุ นักขนรกนั้นแล ในสุนักขนรกนั้นมีหมา 4 สิ่ง หมาจาพวก 1 นั้นขาว หมาจาพวก 1 นั้นแดง หมาจาพวก 1 นั้นดา หมาจาพวก 1 นั้นเหลือง แลตัวหมาผู้นั้นใหญ่เท่าช้างสารทุกตัว ฝูงแร้งและกาอันอยู่ในนรกนั้น ใหญ่เท่าเกวียนทุก ๆ ตัว ปากแร้งและกาและตีนนั้น เทียรย่อมเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟอยู่บ่อมิได้เหือด สักคาบ” (พระญาลิไท : 2554) จะเห็นได้ว่านรกนี้มิได้มีความสุขสบายใดเลย มีแต่ความทุกข์อันเกิด จากกรรม ทั้งทางกาย วาจา และใจ ย่อมเผาไหม้ผู้ที่ยังไม่ลดละกิเลสธรรมทั้งสามอยู่ทุกเมื่อและยังมิทา ให้สิ้นภพและชาติยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนั้นนับครั้งไม่ถ้วน 1.2 เปตภูมิ คือผู้หิวกระหายอยูเป็นนิจ เป็นที่อยู่ของสัตว์ที่เรียกว่า “เปรต” คือผู้ละโลกนี้ไปแล้ว ซึ่งเป็นสัตว์จาพวกหนึ่งที่อยู่ในอบายภูมิ มีความเดือดร้อนเพราะอดอยากหิวโหย และยังต้องทุกข์ทรมานร่างกายคล้ายสัตว์นรก การเกิดปฏิสนธิทั้ง 4 แบบ ไม่อยู่อาศัยเฉพาะที่อาศัยอยู่ ทั่วไป เรียกว่า “วินิปาติกะ” มีทั้งได้รับความสุขประดุจดังเทวดาบนสวรรค์สลับกับความทุกข์ หรือได้รับ ความทุกข์ทรมานจนสิ้นอายุขัยของตน ตามแต่กรรมที่สร้างขึ้น ดังที่ได้พรรณนาไว้ดังนี้ ...ฝูงเปรตแลฝูงผีเสื้อทั้งลาย เมื่อจะตายเขากลายเป็นมดตะนอยดา ลางคาบเป็นตะเข็บแลแมลงป่อง แมลงเม่า ลางคาบเป็นตักแตนเป็นนอน ลางคาบเป็นเนื้อแลนกแสกน้อยดังฝูงนกจิบนกจาบนั้น ลางคาบกลายเป็นเนื้อ เถื่อน ผิแลว่าเขาตายไส้เนื้อเขากลายเป็นดังนั้นทุกเมื่อแลฯ เปรตลางจาพวกยืนได้ 100 ปี ลางจาพวกยืนได้ 1000 ปี ลางจาพวกยืนชั่วพุทธันดรกัลปฯ แม้นว่าข้าวเมล็ด 1 ก็ดี น้าหยาด 1 ก็ดี แลจะได้เข้าไปในปากในคอเขา นั้นหาบมิได้เลยฯ เปรตลางจาพวกตัวเขาใหญ่ปากเขาน้อยเท่ารูเข็มนั้นก็มีฯ เปรตลางจาพวกผอมนักหนาเพื่อ อาหารจะกินบมิได้ แม้นว่าจะขอดเอาเนื้อน้อย 1 ก็ดี เลือดหยด 1 ก็ดีบมิได้เลย เท่าว่ามีแต่กระดูกแลหนังพอก กระดูกภายนอกอยู่ไส้ หนังท้องนั้นเหี่ยวติดกระดูกสันหลังแลตานั้นลึกและกลวงดังแสร้งควักเสีย ผมเขานั้นยุ่ง รุ่ยร่ายลงมาปกปากเขา มาตรว่าผ้าร้ายน้อย 1 ก็ดี แลจะมีปกกายเขานั้นก็หาบมิได้เลยเทียรย่อมเปลือยอยู่ชั่ว ตน ตัวเขานั้นเหม็นสาบพึงเกลียดนักหนาแล เขานั้นเทียรย่อมเดือดเนื้ออ้อนใจเขาแล เขาร้องไห้ร้องครางอยู่ทุก เมื่อแล เพราะว่าเขาอยากอาหารนักหนาแล ฝูงเปรตทั้งหลายนั้นเขายิ่งหาแรงบมิได้เขาย่อมนอนหงายอยู่ไส้ เมื่อ แลฝูงนั้นเขานอนอยู่แลหูเขานั้นได้ยินประดุจเสี ยงคนร้องเรียกเขาว่า สูทั้งหลายเอ๋ยจงมากินข้าวกินน้า แลฝูง เปรตทั้งหลายนั้นเขาได้ยินเสียงดังนั้นเขาก็ใส่ใจว่าเขามีข้าวมีน้า จึงเขาจะลุกไปหากินไส้ก็ยิ่งหาแรงบมิได้ เขาจะ ชวนกันลุกขึ้นต่างคนต่างก็ล้มไปล้มมา และบางคนล้มคว่าบางคนล้มหงาย แต่เขาทนทุกข์อยู่ฉันนั้นหลายคาบนัก แล แต่เขาล้มฟ๎ดกันหกไปหกมาและค่อยลุกไปดังนั้น แลเขาได้ยินดังนั้นแลเขามิใช่ว่าแต่คาบเดียวไส้ ได้ยินอยู่ทั้ง พันปีนั้นแล ผิแลว่าเขาอยู่เมื่อใดหูเขานั้นเทียรย่อมได้ยินดังนั้นทุกเมื่อ ครั้นว่าเขาลุกขึ้นได้เขาเอามือทั้งสองพาด เหนือหัวแล้วแล่นชื่นชมดีใจไปสู่ที่เสียงเรียกนั้นเร่งไปเร่งแลหาที่แห่งใดแลจักมีข้าวแลน้าไส้ก็หาบมิได้ เขาจึงร่า ร้องไห้ด้วยเสียงแรงแล้วเขาเป็นทุกข์นักหนา เขาก็ล้มนอนอยู่เหนือพื้นแผ่นดินนั้นแล เปรตทั้งหลายเมื่อเขาแล่น ไปดังนั้นไกลนักหนาแล เปรตเหล่านี้ไส้เมื่อเป็นคนอยู่นั้นมักริษยาท่าน เห็นท่านมีดูมิได้ เห็นท่านยากไร้ดูแคลน

เห็นท่านมีทรัพย์สินจะใคร่ได้ทรัพย์สินท่านย่อมริกระทากลที่จะเอาสินท่านนั้นมาเป็นสินตน แล ตระหนี่มิได้ให้ ทาน รั้นว่าเห็นเขาจะให้ทานตนย่อมห้ามปรามมิให้เขาให้ทานได้แล ฉ้อเอาทรัพย์สินสงฆ์มาไว้เป็นประโยชน์แก่ ตน คนจาพวกนี้แลตายไปเกิดเป็นเปรตอยู่ที่ร้ายนักดังนั้นทุกตนแลฯ แลเปรตจาพวก 1 มีตัวดังมหาพรหมแลงาม ดังทอง แลปากนั้นดังปากหมูแลอดอยากนักหนาหาอันจะกินบมิได้สักสิ่งสักอัน เขานั้นมีตนงามดังทองนั้นเพื่ อ ดังฤๅสิ้น เมื่อก่อนเขาได้บวชเป็นชีจาศีลบริสุทธิ์ฯ อันว่ามีปากดังปากหมูนั้นเพราะว่าเขาได้ประมาทและ กล่าวขวัญครูบาอาจารย์แลเจ้ากูสงฆ์ผู้มีศีลฯ... (พระญาลิไท : 2554) เปรตภูมิเกิดจากผู้ที่สร้างทั้งกรรมดีและกรรมชั่วสลับกันไปทาให้เหล่าเปรตนั้นยังมีกรรมที่หนัก ต้องชดใช้กรรมทนทุกขเวทนาอยู่เช่นนั้น เปรตบางพวกต้องอดข้าว อดน้า บางพวกกินเศษอาหาร เสมหะ น้าลาย และของโสโครกอื่น ๆ ซึ่งต่างจากสัตว์นรกที่ได้รับความทุกเพราะถูกทรมาน จะเห็นได้ ว่าเปรตภูมิได้รับความทุกข์จากความหิวโหย อดอยากและมีอายุยายนานบางพวก 100 ปี หรือ 1,000 ปี หรือ สิ้นกัป จนกว่าจะสิ้นผลกรรมที่ตนได้กระทาไว้ 1.3 สูรกายภูมิ หรือ อสุรกายภูมิ คือภพของสัตว์กึ่งเทพที่มีความเป็นอยู่อย่าง ฝืดเคือง ทุกข์ยากลาบากกาย อสุรกายนั้นมีอยู่ 2 จาพวก คือ กาละกัญชะกาอสูร คืออสูรที่มีตัวผอม บางดั่งใบไม้แห้ง ไม่มีเลือดเนื้อ มีลักษณะพิกลพิการต่าง ๆ และทิพพอสูร คืออสุรกายที่มีอานาจฤทธิ์ เช่นเดียวกับเทวดามีบ้านเมืองปกครองอยู่ย่างสุขสบายเช่นเทวาดาบนสวรรค์ 1.4 ติรัจฉามภูมิ คือภูมิสัตว์ที่มีลาตัวขวางส่วนมากจะได้รับความเดือดร้อนด้วย กาม สัญญา อาหารสัญญา และมรณสัญญา ซึ่งการเกิดในภพนี้จะไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ซึ่งมีรูปร่างทั้ง ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ อาศัยอยู่บนโลกไม่มีหลักแหล่ง นอกจากนี้ยังมีสัตว์กึ่งเทพ เช่น นาค ครุฑ และสัตว์อื่น ๆ ในป่าหิมพานต์ เป็นต้น ในติรัจฉานภูมินี้ย่อมมีความทุกข์อันเกิดจากสัญญาทั้ง 3 และ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในทุคติภูมิอันหาความสุขที่แท้จริงมิได้ 2. กามสุคติภูมิ 7 2.1 มนุสสภูมิ คือที่อยู่อาศัยของคนทั้งหลาย บนแผ่นดิน ที่เรียกว่าทวีป 4 ทวีป (ทอง ทศ สุทธรัตนกุล : 2555) ได้แก่ 1) อุตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป 4 เหลี่ยม รักษาศีล 5 เป็นนิจ มีอายุ ประมาณ 1,000 ปี เมื่อตายแล้วจะไป เกิดในเทวโลก ลักษณะของคนอุตรกุรุทวีป เป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ อาศัยอยู่ตามโพรงไม้ ไม่ต้องทางาน ใด ๆ แต่งตัวสวยงาม มีกับข้าวและที่นอนเกิดขึ้นตามใจปรารถนา 2) บุรพวิเทหทวีป (พวกที่เสื่อมจากที่สูง พวกที่ผิดอาญาสวรรค์มาอยู่)อยู่ทาง ทิศตะวันออกของภูเขาพระสุเมรุ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร มีอายุ ประมาณ 700 ปี 3) อมรโคยานทวีป (เดินทางในอากาศ) อยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขาพระสุเมรุ มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ มีอายุ ประมาณ 500 ปี

4) ชมพูทวีป อยู่ ทางทิศใต้ ของภูเขาพระสุเมรุ คือ มนุษย์โลกนี้เอง อายุขัย ของมนุษย์ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการทาบุญหรือทากรรม แต่ทวีปนี้ก็พิเศษกว่า 3 ทวีปคือ เป็นที่เกิดของ พระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิราช และพระอรหันต์ ไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่า มนุษย์ส่วนใหญ่จะเกิดเป็นชลามพุชะ (เกิดจากปุ่มเปือกและมีรก ห่อหุ้ม) แต่ที่เกิดเป็นอุปปาติกะ เช่น นางอัมปาลิคณิกา (อัมพปาลิกา) หญิงโสเภณี ซึ่งต่อมามีบุตรชื่อ โกณฑัญกุมาร ทั้งนางและบุตรได้ออกบวชในพระพุทธศาสนาต่อมา และบรรลุอรหันต์ทั้งคู่ ในไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่าสาเหตุที่สตรีจะตั้งครรภ์ได้นั้นมี 7 ประการ คือ 1. เพราะเสพสังวาสอยู่ร่วมกับบุรุษ 2. เพราะเอาเสื่อผ้า เครื่องนุ่งห่มของชายที่ตนรักมานุ่ง มาห่มชมเชยแทนตัวชาย 3. เพราะได้กินน้าราคะของชายที่ตนรัก 4. เพราะถูกชายลูบคลาเนื้อตัวและท้อง แล้วตนมีใจยินดีรักชายนั้น 5. เพราะตนรักบุรุษแล้วบุรุษนั้นกลายมาเป็นสตรีตนก็ยินดี 6. เพราะได้ยินเสียงบุรุษที่ตนรักใคร่ เจรจาพาทีก็เกิดยินดี 7. เพราะได้ดมกลิ่นบุรุษที่ตนรัก จะเห็นได้ว่าสาเหตุหลักคือ ข้อที่ 1 ส่วนข้อที่ 2-7 นั้นเป็นมูลเหตุที่จะทาให้เกิดสาเหตุข้อที่ 1 ได้ ซึ่งคาสอนของคนโบราณนั้นไม่ได้ล้าสมัย 7 ประการที่กล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่สตรีควรระมัดระวังเป็น อย่างยิ่ง ในภาวะที่ยังไม่มีความพร้อมในการจะมีครอบครัว หรือวุฒิภาวะยังไม่พร้อมพอ เนื่องจาก ปัญหาอื่น ๆ อาจจะตามมาอีก (วลัยพร ถาอ้าย : 2556) ส่วนสตรีที่ยังสาวทุกคนจะตั้งครรภ์ได้ และลูกจะอยู่ในท้องน้อย เมื่อลูกจะปฏิสนธินั้นต้อง เป็นระยะที่หมดประจาเดือน 7 วัน และถ้าตั้งท้องแล้วจะไม่มีประจาเดือนอีก สตรีที่มีสามีแล้วจึงควรมี ลูก ส่วนสตรีที่ไม่สามารถมีลูกได้เป็นเพราะกรรมของผู้มาเกิดนั้นเป็นเหตุให้เกิดลมในท้องและพัดต้อง ครรภ์ก็แท้งตาย หรือบางครั้งก็มีตัวพยาธิมากิน สัตว์ที่ปฏิสนธิในครรภ์มารดาเมื่อแรกก่อตัวมีลักษณะเป็น กลละ มีขนาดเล็กที่สุดเหลือที่ นึกเห็น (เซลล์) เปรียบได้กับการนาเส้นผมชาวอุตตรกุรุทวีป (ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมชาวชมพูทวีปถึงแปด เท่า) มาชุบน้ามันงาอันงามใสแล้วสลัดเสียเจ็ดครั้ง ถ้าเหลือน้ามันย้อยลงตรงปลายผมเท่าใด ก็ยังถือว่า ใหญ่กว่า กลละ ถ้าจะเปรียบให้เท่ากันก็ต้องใช้ขนเนื้อทรายที่ชื่อ ชาติอุณนาโลม ซึ่งอยู่ที่เชิงเขาหิม พานต์ เนื้อทรายชนิดนี้มีขนเส้นเล็กกว่าผมชาวอุตรกุรุทวีป เมื่อเอาขนเนื้อทรายนี้ชุบน้ามันงาอัน สวยงามแล้วเอามาสลัด 7 ครั้ง น้ามันที่ย้อยลงมาปลายขนทรายจะมีขนาดใหญ่เท่ากลละ ต่อจากนี้ กลละ ก็เจริญเติบโตขึ้น เพราะมีธาตุทั้ง 4 (ดิน น้า ลม ไฟ) เมื่อครบ 7 วัน จะ เป็นน้าล้างเนื้อ ต่อมาอีก 7 วันจะข้นเป็นชิ้นเนื้อ ต่อมา 7 วัน แข็งเป็นก้อนดังไข่ไก่แล้วค่อยโตขึ้น อีก 7 วันก็เป็นตุ่มราวหัวหูดขึ้น 5 แห่ง เรียกว่า ปัญจสาขา ( ศีรษะ มือ เท้า) อีก 7 วันเป็นฝ่ามือ นิ้วมือ แล้ว จึงเป็นขนเป็นเล็บ และอื่นๆครบถ้วน 32 ประการ เป็นตัวเด็กนั่งอยู่กลางท้องแม่ เอาหลังมาต่อหนัง

ท้องแม่ อาหารที่แม่กินเข้าไปก่อนจะอยู่ใต้กุมารนั้น อาหารที่แม่กินเข้าไปทีหลังจะอยู่เหนือกุมารและ ทับหัวกุมารนั้นอยู่ กุมารจึงได้รับความลาบากยิ่งนักเพราะในท้องแม่เป็นที่ชื้น เหม็นกลิ่นเน่าอันเกิดจาก อาหารที่แม่กินเข้าไป และกลิ่นพยาธิที่อยู่ในท้องแม่อันได้ 80 ครอก กุมารนั้นนั่งยองๆ กามือทั้งสอง คู้ ตัวต่อหัวเข่าทั้งสอง เอาหัวไว้เหนือเข่าเหมือนกับลิงเมื่อที่นั่งกามือซบเซาเมื่อฝนตก อยู่ในโพรงไม้นั้น และในท้องของแม่ก็ร้อนดังในหม้อต้ม แม้อาหารที่กินเข้าไปก็ไหม้และย่อยได้ด้วยอานาจแห่งไฟนั้น แต่ ตัวกุมารไม่ไหม้ตายก็เพราะด้วยบุญที่จะเกิดเป็นคนนั่นเอง กุมารเมื่ออยู่ในท้องแม่นั้น ไม่เคยได้หายใจ เข้าออก มี่เคยได้เหยียดมือ เหยียดเท้าออกเลย ต้องทนทุกข์ทรมานเจ็บเนื้อเจ็บตัวดังคนที่เขาเอาใส่ไว้ ในไหอันคับแคบ ยามแม่เปลี่ยนอิริยาบถแต่ละครั้งไม่ว่าจะยืน เดิน นั่งหรือนอน กุมารนั้นก็จะเจ็บราว จะตาย เปรียบได้กับลูกงูที่หมองูเอาไปเล่น สายสะดือของกุมารนั้นกลวงดังบัวสายที่ชื่อ อุบล ปลายไป ติดเกาะที่หลังท้องแม่ ข้าว น้า และอาหารอันใดที่แม่กินและโอชารสก็เป็นน้าชุ่มเข้าไปในสะดือ แล้วเข้า ไปในท้องกุมารเพื่อเลี้ยงชีวิตให้เติบโตต่อไป กุมารนั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในท้องนานนักหนา บ้างก็ 7 เดือน บ้าง ก็ 8 เดือน 9 เดือน 10 เดือน หรือครบขวบปี จึงคลอดออกจากท้องแม่ กุมารใดอยู่ในท้องแม่พียง 6 เดือน เมื่อคลอดแล้วก็ อาจจะไม่รอดชีวิต คนที่อยู่ในท้องแม่ 7 เดือน จะเป็นคนอ่อนแอ ไม่ทนแดดทนฝน คนผู้ใดมาจากนรก มาเกิด เมื่ออยู่ในท้องแม่ แม่จะเดือดร้อนใจ ตระหนก และกระหาย เมื่อกุมารในครรภ์เป็นสัตว์นรกมาเกิด แม่ก็พลอยร้อนไปด้วยและเมื่อคลอดออกมากุมาร นั้นร้อน ผู้ที่จากสวรรค์มาเกิด เมื่ออยู่ในท้องอยู่เย็นเป็นสุข มารดาก็อยู่เย็นเป็นสุข เมื่อคลอดออกมา กุมารนั้นก็เย็นเนื้อเย็นใจ ผู้ใดที่เคยเป็นสัตว์นรกหรือเป็นเปรตมาก่อน เมื่อคลอดออกมาก็ร้องไห้ เพราะ คิดถึงความลาบากที่ล่วงมาแล้ว ถ้ามาจากสวรรค์ก็หัวเราะก่อนเพราะคิดถึงความสุขแต่หนหลัง คนเราเมื่อมาเกิดในท้องแม่และเมื่อออกจากท้องแม่ไม่รู้เดียงสา ไม่รู้อะไรจาอะไรไม่ได้ ทั้งหมด ส่วนผู้ที่จะมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตาขีณาสพเจ้า และจะมาเป็นพระอัคร สาวก จะรู้อะไรทุกอย่างตั้งแต่ถือกาเนิดมาเป็นคน แต่เมื่อออกจากท้องแม่ก็ย่อมหลงลืมไปเช่นคน ทั้งหลาย ส่วนพระโพธิสัตว์ในชาติสุดท้ายคือชาติที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จะรู้ทุกอย่างตั้งแต่แรก มาปฏิสนธิ เมื่ออยู่ในครรภ์และเมื่อออกจากครรภ์ เมื่ออยู่ในครรภ์ก็ไม่ได้นั่งจับเจ่าห่อตัวเหมือนกับคน ทั้งหลาย แต่จะนั่งแพนงเชิง (นั่งขัดสมาธิ) อย่างนักปราชญ์นั่ง มีรัศมีจากกายตัวเรืองงามดั่งทองทะลุ พุ่งออกมาภายนอกท้อง พระมารดาและผู้อื่นก็แลเห็น รุ่งเรืองงดงามดังเอาไหมแดงมาร้อยแก้วขาว ความใสของแก้วทาให้มองเห็นไหมแดงที่อยู่ภายในได้ และเมื่อจะเสด็จออกจากครรภ์มารดาลมอันเป็น บุญนั้นก็ไม่ได้พัดเอาหัวมาเบื้องต่าให้เท้าขึ้นข้างบนเหมือนฝูงคนทั้งหลาย แต่พระองค์จะเหยียดเท้าออก ลุกขึ้นยืนและเสด็จออกจากครรภ์มารดา ส่วนพระโพธิสัตว์ในชาติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ชาติสุดท้ายจะเป็นปกติ เหมือนคนทั้งหลาย เมื่อใดที่พระโพธิสัตว์ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าลงมาปฏิสนธิ หรือมาประสูติ แผ่นดินทั่วโลกธาตุจะหวั่นไหวเป็นเครื่องหมายหรือนิมิตบอกให้ร

Add a comment

Related presentations

Related pages

สามี อัมพุข [ตลาดใหญ่™]

สัพพัญญุตญาณ พื้นที่ความรู้แจ้งในไตรภูมิพระร่วง - SlideShare ...
Read more

สุนทรียรสในเสภาขุน ...

สุนทรียรสในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนฆ่านางวันทอง
Read more